ท้องแล้วต้องแต่งงานด้วยหรือ?
posted on 25 Feb 2008 01:20 by lucyandtumnus in all-entries-here
วันจันทร์ที่ 25 กุมภา์ 2008
~ทำไมคุณแม่ ถึงยังเป็นโสด~
ดังเอนทรี่ที่แล้วที่ฉันบอกว่า "ฉันไม่เคยยอมรับว่าพ่อของเด็กในท้องเป็นแฟนฉันเลย"
นั่นก็เป็นเพราะว่า..ฉันอาจยังไม่เข้าใจชีวิตนี้ดีพอค่ะ แม้ว่าผู้ชายคนนี้จะทำให้ฉันรู้สึก
อย่างแรงในวันที่พบเขาเป็นครั้งแรกว่าชีวิตนี้ฉันกับเขาจะต้องได้พบเจอกันไปอีกนาน
แน่ๆ แต่ฉันกลับต่อต้านความรู้สึกนี้ด้วยเหตุที่ฉันไม่ได้ชอบเขา ขนา่ดกระทั่งเคยสัญญา
กับตัวเองว่า "ฉันจะระวังให้เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น" ด้วยซ้ำ
แต่แล้วฉันก็พบว่าทุกอย่างในชีวิตผลักเขาทะลักเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ฉันขาดหาย
ไปอย่างแรง ขนาดที่ว่าขาดเขาแล้วเหมือนชีวิตฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ความสมบูรณ์
ความฝัน ความหวังของฉันที่เคยถูกทำลายอยู่ตลอดเวลากลับสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ
ผู้ชายคนนี้อยู่ข้างๆฉัน.. ฉันเหมือนได้เกิดใหม่ เขาเป็นอัศวินม้าขาวที่เข้ามาต่อสู้ฟาดฟัน
อุปสรรคขวากหนาม ปลดปล่อยให้ฉันมีอิสระจากบางสิ่งที่ฉุดรั้งฉันจนไม่สามารถใช้ชีวิต
ของตัวเองได้เลยตั้้งแต่เกิด ซึ่งพวกมันก็พร้อมที่จะกลับมายื้อยุดฉุดกระชากฉันได้อีก
ทุกเมื่อที่เขาไกลห่างฉัน
แต่มันก็เท่านั้นแหละ ทุกอย่างลงตัวหมดระหว่างฉันกับผู้ชายคนนี้ เว้นเสียแต่ว่า.. เขา
ไม่ใช่คนอย่างที่ฉันเคยฝันเอาไว้น่ะสิ ฉะนั้น..ฉันยังทำใจให้รักเขาไม่ได้ค่ะ ฉันยังเชื่อ
ในความรักแบบที่ใครหลายคนให้คำนิยามมาเสียโรแมนติค เช่นว่า"มันเหมือนสายฟ้า
ฟาด"บ้างล่ะ, "มองตากันก็รู้ใจ"บ้างล่ะ, หรืออย่างน้อยก็น่าจะเคย"ซาบซ่าน"บ้างน่า
ฯลฯ
ซึ่งเขาไม่เป็นแบบนั้นเอาเสียเลยค่ะ เขาเทคแคร์ฉันได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยที่ฉันก็ยัง
รู้สึกว่าเรายังคงต้องดูแลตัวเองอยู่ไม่น้อย หรือที่..ฉันมีความสุขกับการทำทุกอย่าง
ด้วยตัวเอง ในขณะที่เขาทำอะไรไม่เป็นเลย เขามักจะไม่ยอมลงแรงทำเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เขาไม่มีความละเอียดพอ และที่สำคัญคือ เขาไม่เข้าใจความคิดพื้นฐานของฉัน..
แต่ 4 ปีที่ผ่านมานั้นความสัมพันธ์เรากลับดีวันดีคืน ซึ่งมันก็เป็นเพราะความพยายามของ
เขาล้วนๆ คิดแล้วก็เหนื่อยนะคะ..ว่าคนจะคบกันทั้งที ทำไมมันจะต้องคอยอาศัยความ
พยายามมากขนาดนั้นกัน? ทำไมเราไม่เพียงแค่"คลิ๊ก"กันก็พอล่ะ? ฉันไม่เข้าใจกระทั่ง
เคยปฏิเสธความสัมพันธ์ของเขาไปแล้วหลายหน แต่แล้วเราก็ไม่วายต้องกลับมาเดินร่วม
ทางกันอีกเสมอเลย ซึ่งที่ไม่เข้าใจมากกว่านั้นก็คือ ทำไมความสัมพันธ์ของเรานับวันมัน
กลับดีขึ้นๆ? ..และ็ไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุดคือ"ความรู้สึก"ที่ฉันไม่กลัวอะไรเลยซักนิด..
ฉันกลับรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของฉันกับเขามั่นคงมากๆด้วยซ้ำ แต่กระนั้นฉันก็ยังไม่เข้าใจ
อยู่ดีว่าตรรกใดหรือ..ที่คนไม่ได้้รัก*กัน(*นิยามคำว่า"รัก"แบบในฝัน) ทำไมถึงได้มีทาง
เดินชีวิตที่แยกกันไม่ออก? ทำไมเราถึงเกิดมาคู่กัน? และทำไมฉันถึงอยากที่จะดูแลเขา
ด้วยล่ะ ไม่เข้าใจๆๆ และไม่เข้าใจ

ฉันคิดว่าตัวเองคงจะโง่มากๆในเรื่องนี้จริงๆ และฉันควรตั้งโจทย์เสียใหม่..
แต่แล้วฉันก็ยังรักที่จะมอง"ความรัก" ในแบบที่ฉันเคยฝันไว้อยู่ดีค่ะ
และนั่นเองที่ทำให้ฉันยังไม่แต่งงานกับเขา ตลอดปีที่สอง.. สาม.. สี่.. จนเข้าปีที่ห้าแล้ว
ยังไงๆฉันก็ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่"ใช่"เลยค่ะ ช่างน่าสงสารตัวเองเสียนี่กระไร
จนตัวเองตั้งท้องกับเขาแล้วฉันก็ยังไม่คิดเรื่องแต่งงานจริงๆจังๆ..สักนิด!
ก็การแต่งงานมันควรมาจากความรัก(แบบที่ฉันเข้าใจ) และในเมื่อฉันไม่ได้รักเขา
(แบบที่ฉันเข้าใจ) ฉันก็ไม่ควรแต่งงานกับเขาหรอกค่ะ แม้ภาพงานพิธีมันแสนจะตรง
กับความเป็นจริงเสียเหลือเกิน..ที่ว่าพ่อของฉันจะต้องจูงมือฉัน เดินผ่านแขกเหรื่อใน
งานและส่งฉันให้กับเขาที่ยืนรออยู่ด้านหน้าปะรำพิธี ต่อหน้าบาทหลวง(เขาเป็นคริสต์)
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วฉันก็ไม่เคยจะมีโอกาสได้เดินทางไปไหนด้วยตัวเองเท่าไหร่
เกิดมาก็อยู่กับพ่อ จนกระทั่งมาพบเขา..ถึงได้จากอ้อมอกพ่อมาได้นี่แหละค่ะ แต่ฉัน
ทำใจไม่ได้ที่จะต้องจากพ่อไปอยู่กับเขาจริงๆ..ต่อหน้าบาทหลวง และสาบานว่าจะเป็น
สามีภรรยากัน
มันไม่ใช่อะค่ะ ฉันรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง....
แค่นี้เองที่ทำให้ฉันยังเป็นโสดอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งๆที่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าท้องฉันก็จะ
ป่องแล้วอะ ฮ่าๆๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ(พูดเผื่อไว้น่ะ) ฉันโตมากับวัฒนธรรมฝรั่ง ฉัน
ภูมิใจที่มันเป็นแบบนี้.. เพราะฉันคิดว่ามันดีกว่าที่อยู่ๆก็รีบแต่งงานแบบสายฟ้าแลบ
แล้วอีกไม่ถึงเก้าเดือนก็คลอดลูกออกมาโดยบอกว่าเด็กคลอดก่อนกำหนด หรือว่า
พยายามหาหยูกยาบำรุงเลือดอย่าง"ยาน้ำสตรีเบนโล"มาขับเด็กออก แล้วบอกว่าไม่
ทราบจริงๆว่าตัวเองท้อง หรือกระทั่งไปเอาเด็กออกจริงๆเพราะกลัวอับอาย..
ฉันจะคลอดลูกคนนี้ด้วยความรักโดยที่ไม่แต่งงานค่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่
ถูกต้องแล้วเพราะฉันไม่ได้โกหกใครและไม่ต้องโกหกใคร ฉันเพียงมองชีวิตอย่าง
เรียบง่าย ว่า..ก็เด็กเขาจะมาเกิดและฉันก็โตพอที่จะดูแลเขาเพียงลำพังได้มันก็เท่านั้น
แหละค่ะ ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงแห่งวงการใดๆ ที่จะต้องหลอกตัวเองว่าเลิศเลอเพอร์เฟคต์
เหนือมนุษย์ ฉันไม่ใช่ผู้รากมากดี ไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญไปกว่าโลกใบนี้ และไม่เคย
ยอมให้พระเพณีทางสังคมเข้ามาตัดสินคุณค่าความคิดของคนธรรมดาๆอย่างฉัน
ที่สำคัญคือ..ไม่มีใครขายหน้าหรือเดือดร้อนกับเรื่องนี้... ทุกคนแฮบปี้ และดีใจกับฉัน
(โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มองว่าพ่อเด็กเป็นคนที่ใช้ได้ทีเดียว) และคงเป็นเพราะครอบครัว
ของฉันเรียบง่าย พวกเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับพิธีรีตอง..มันจึงมีส่วนที่ทำให้ฉันมี
แนวคิดแบบนี้น่ะเอง
...
อ่านแรงบันดาลใจอื่นๆของฉันได้ที่นี่ค่ะ(ถ้าเขียนเสร็จจะมาทำ Link จ้า)
ตอนต่อไปจะมาเขียนเรื่อง"ทำไมฉันถึงไม่คุมกำเนิด"นะคะ
ใครอยากรู้..คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังจ้า
=ขอบคุณที่อ่านค่ะ=
วันนี้ขอตัวไปทำหน้าที่ผู้หญิงที่สมบูรณ์ก่อนนะคะ
บ๊ายบาย




รู้สึกว่าฝีมือการเขียนของคุณนี่ดีมากๆเลยครับ
อ่านแล้วเป็นกันเองและลื่นไหล ถ่ายทอดความคิดออกมาดีมาก
และอาจจะเป็นเพราะผมก็ชื่นชอบความคิดที่เป็นอิสระแบบนี้
ผมเชื่อว่าชีวิตของคุณจะต้องได้พบกับความสุขแน่นอนครับ
ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับ และผมก็ลุ้นให้เขาทำสายฟ้าฟาดใส่คุณสำเร็สซะทีนะครับ อิอิ
#1 By Angeles on 2008-02-25 05:43