วันจันทร์ที่ 25 กุมภา์ 2008
~ทำไมคุณแม่ ถึงยังเป็นโสด~


ดังเอนทรี่ที่แล้วที่ฉันบอกว่า "ฉันไม่เคยยอมรับว่าพ่อของเด็กในท้องเป็นแฟนฉันเลย"
นั่นก็เป็นเพราะว่า..ฉันอาจยังไม่เข้าใจชีวิตนี้ดีพอค่ะ แม้ว่าผู้ชายคนนี้จะทำให้ฉันรู้สึก
อย่างแรงในวันที่พบเขาเป็นครั้งแรกว่าชีวิตนี้ฉันกับเขาจะต้องได้พบเจอกันไปอีกนาน
แน่ๆ แต่ฉันกลับต่อต้านความรู้สึกนี้ด้วยเหตุที่ฉันไม่ได้ชอบเขา ขนา่ดกระทั่งเคยสัญญา
กับตัวเองว่า "ฉันจะระวังให้เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น" ด้วยซ้ำ

แต่แล้วฉันก็พบว่าทุกอย่างในชีวิตผลักเขาทะลักเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ฉันขาดหาย
ไปอย่างแรง ขนาดที่ว่าขาดเขาแล้วเหมือนชีวิตฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ความสมบูรณ์
ความฝัน ความหวังของฉันที่เคยถูกทำลายอยู่ตลอดเวลากลับสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ
ผู้ชายคนนี้อยู่ข้างๆฉัน.. ฉันเหมือนได้เกิดใหม่ เขาเป็นอัศวินม้าขาวที่เข้ามาต่อสู้ฟาดฟัน
อุปสรรคขวากหนาม ปลดปล่อยให้ฉันมีอิสระจากบางสิ่งที่ฉุดรั้งฉันจนไม่สามารถใช้ชีวิต
ของตัวเองได้เลยตั้้งแต่เกิด ซึ่งพวกมันก็พร้อมที่จะกลับมายื้อยุดฉุดกระชากฉันได้อีก
ทุกเมื่อที่เขาไกลห่างฉัน

แต่มันก็เท่านั้นแหละ ทุกอย่างลงตัวหมดระหว่างฉันกับผู้ชายคนนี้ เว้นเสียแต่ว่า.. เขา
ไม่ใช่คนอย่างที่ฉันเคยฝันเอาไว้น่ะสิ
ฉะนั้น..ฉันยังทำใจให้รักเขาไม่ได้ค่ะ ฉันยังเชื่อ
ในความรักแบบที่ใครหลายคนให้คำนิยามมาเสียโรแมนติค เช่นว่า"มันเหมือนสายฟ้า
ฟาด"
บ้างล่ะ, "มองตากันก็รู้ใจ"บ้างล่ะ, หรืออย่างน้อยก็น่าจะเคย"ซาบซ่าน"บ้างน่า
ฯลฯ

ซึ่งเขาไม่เป็นแบบนั้นเอาเสียเลยค่ะ เขาเทคแคร์ฉันได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยที่ฉันก็ยัง
รู้สึกว่าเรายังคงต้องดูแลตัวเองอยู่ไม่น้อย หรือที่..ฉันมีความสุขกับการทำทุกอย่าง
ด้วยตัวเอง ในขณะที่เขาทำอะไรไม่เป็นเลย เขามักจะไม่ยอมลงแรงทำเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เขาไม่มีความละเอียดพอ และที่สำคัญคือ เขาไม่เข้าใจความคิดพื้นฐานของฉัน..

แต่ 4 ปีที่ผ่านมานั้นความสัมพันธ์เรากลับดีวันดีคืน ซึ่งมันก็เป็นเพราะความพยายามของ
เขาล้วนๆ คิดแล้วก็เหนื่อยนะคะ..ว่าคนจะคบกันทั้งที ทำไมมันจะต้องคอยอาศัยความ
พยายามมากขนาดนั้นกัน? ทำไมเราไม่เพียงแค่"คลิ๊ก"กันก็พอล่ะ? ฉันไม่เข้าใจกระทั่ง
เคยปฏิเสธความสัมพันธ์ของเขาไปแล้วหลายหน แต่แล้วเราก็ไม่วายต้องกลับมาเดินร่วม
ทางกันอีกเสมอเลย ซึ่งที่ไม่เข้าใจมากกว่านั้นก็คือ ทำไมความสัมพันธ์ของเรานับวันมัน
กลับดีขึ้นๆ? ..และ็ไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุดคือ"ความรู้สึก"ที่
ฉันไม่กลัวอะไรเลยซักนิด..

ฉันกลับรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของฉันกับเขามั่นคงมากๆด้วยซ้ำ แต่กระนั้นฉันก็ยังไม่เข้าใจ
อยู่ดีว่าตรรกใดหรือ..ที่คนไม่ได้รัก*กัน(*นิยามคำว่า"รัก"แบบในฝัน) ทำไมถึงได้มีทาง
เดินชีวิตที่แยกกันไม่ออก? ทำไมเราถึงเกิดมาคู่กัน? และทำไมฉันถึงอยากที่จะดูแลเขา
ด้วยล่ะ ไม่เข้าใจๆๆ และไม่เข้าใจ


ฉันคิดว่าตัวเองคงจะโง่มากๆในเรื่องนี้จริงๆ และฉันควรตั้งโจทย์เสีย
ใหม่..
แต่แล้วฉันก็ยังรักที่จะมอง"ความรัก" ในแบบที่ฉันเคยฝันไว้อยู่ดีค่ะ


และนั่นเองที่ทำให้ฉันยังไม่แต่งงานกับเขา ตลอดปีที่สอง.. สาม.. สี่.. จนเข้าปีที่ห้าแล้ว
ยังไงๆฉันก็ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่"ใช่"เลยค่ะ ช่างน่าสงสารตัวเองเสียนี่กระไร
จนตัวเองตั้งท้องกับเขาแล้วฉันก็ยังไม่คิดเรื่องแต่งงานจริงๆจังๆ..สักนิด!

ก็การแต่งงานมันควรมาจากความรัก(แบบที่ฉันเข้าใจ) และในเมื่อฉันไม่ได้รักเขา
(แบบที่ฉันเข้าใจ) ฉันก็ไม่ควรแต่งงานกับเขาหรอกค่ะ แม้ภาพงานพิธีมันแสนจะตรง
กับความเป็นจริงเสียเหลือเกิน..ที่ว่าพ่อของฉันจะต้องจูงมือฉัน เดินผ่านแขกเหรื่อใน
งานและส่งฉันให้กับเขาที่ยืนรออยู่ด้านหน้าปะรำพิธี ต่อหน้าบาทหลวง(เขาเป็นคริสต์)


ซึ่งในความเป็นจริงแล้วฉันก็ไม่เคยจะมีโอกาสได้เดินทางไปไหนด้วยตัวเองเท่าไหร่
เกิดมาก็อยู่กับพ่อ จนกระทั่งมาพบเขา..ถึงได้จากอ้อมอกพ่อมาได้นี่แหละค่ะ แต่ฉัน
ทำใจไม่ได้ที่จะต้องจากพ่อไปอยู่กับเขาจริงๆ..ต่อหน้าบาทหลวง และสาบานว่าจะเป็น
สามีภรรยากัน


มันไม่ใช่อะค่ะ ฉันรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง....


แค่นี้เองที่ทำให้ฉันยังเป็นโสดอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งๆที่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าท้องฉันก็จะ
ป่องแล้วอะ ฮ่าๆๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ(พูดเผื่อไว้น่ะ) ฉันโตมากับวัฒนธรรมฝรั่ง ฉัน
ภูมิใจที่มันเป็นแบบนี้.. เพราะฉันคิดว่ามันดีกว่าที่อยู่ๆก็รีบแต่งงานแบบสายฟ้าแลบ
แล้วอีกไม่ถึงเก้าเดือนก็คลอดลูกออกมาโดยบอกว่าเด็กคลอดก่อนกำหนด หรือว่า
พยายามหาหยูกยาบำรุงเลือดอย่าง"ยาน้ำสตรีเบนโล"มาขับเด็กออก แล้วบอกว่าไม่
ทราบจริงๆว่าตัวเองท้อง หรือกระทั่งไปเอาเด็กออกจริงๆเพราะกลัวอับอาย..

ฉันจะคลอดลูกคนนี้ด้วยความรักโดยที่ไม่แต่งงานค่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่
ถูกต้องแล้วเพราะฉันไม่ได้โกหกใครและไม่ต้องโกหกใคร ฉันเพียงมองชีวิตอย่าง
เรียบง่าย ว่า..ก็เด็กเขาจะมาเกิดและฉันก็โตพอที่จะดูแลเขาเพียงลำพังได้มันก็เท่านั้น
แหละค่ะ ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงแห่งวงการใดๆ ที่จะต้องหลอกตัวเองว่าเลิศเลอเพอร์เฟคต์
เหนือมนุษย์ ฉันไม่ใช่ผู้รากมากดี ไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญไปกว่าโลกใบนี้ และไม่เคย
ยอมให้พระเพณีทางสังคมเข้ามาตัดสินคุณค่าความคิดของคนธรรมดาๆอย่างฉัน


ที่สำคัญคือ..ไม่มีใครขายหน้าหรือเดือดร้อนกับเรื่องนี้... ทุกคนแฮบปี้ และดีใจกับฉัน
(โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มองว่าพ่อเด็กเป็นคนที่ใช้ได้ทีเดียว) และคงเป็นเพราะครอบครัว
ของฉันเรียบง่าย พวกเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับพิธีรีตอง..มันจึงมีส่วนที่ทำให้ฉันมี
แนวคิดแบบนี้น่ะเอง

...

อ่านแรงบันดาลใจอื่นๆของฉันได้ที่นี่ค่ะ(ถ้าเขียนเสร็จจะมาทำ Link จ้า)



ตอนต่อไปจะมาเขียนเรื่อง"ทำไมฉันถึงไม่คุมกำเนิด"นะคะ
ใครอยากรู้..คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังจ้า


=ขอบคุณที่อ่านค่ะ=


วันนี้ขอตัวไปทำหน้าที่ผู้หญิงที่สมบูรณ์ก่อนนะคะ
บ๊ายบาย


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมอ่านทั้งสองเอนทรี่แล้วนะครับ
รู้สึกว่าฝีมือการเขียนของคุณนี่ดีมากๆเลยครับ
อ่านแล้วเป็นกันเองและลื่นไหล ถ่ายทอดความคิดออกมาดีมาก

และอาจจะเป็นเพราะผมก็ชื่นชอบความคิดที่เป็นอิสระแบบนี้

ผมเชื่อว่าชีวิตของคุณจะต้องได้พบกับความสุขแน่นอนครับ
ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับ และผมก็ลุ้นให้เขาทำสายฟ้าฟาดใส่คุณสำเร็สซะทีนะครับ อิอิHot!

#1 By Angeles on 2008-02-25 05:43

อ่านแล้วทั้งสองเอนทรี่เหมือนกันค่ะ big smile

ทั้งวิธีการเขียนและเรื่องราวอ่านได้เรื่อยๆ
มีหลายคำที่ทำให้คิดตามอยู่เยอะเหมือนกัน
ชอบแนวคิดการใช้ชีวิตด้วยนะคะ^^

^^
ไว้เดี๋ยวรออ่านแรงบันดาลใจ + ตอนต่อไป

ขอบคุณที่เล่าให้ฟัง
ชอบทัศนคติแบบนี่จังค่ะ ^^

#2 By 「 Self + SenSe 」 on 2008-02-25 06:46

นั่นสินะคะ ถ้าแต่งงานโดยที่ตัวเราเองยังไม่ได้รู้สึกรักจริงๆ...มันคงจะทรมานทั้งสองฝ่ายแน่ๆ

ยะก็ยังทำใจไม่ได้เหมือนกันค่ะ ถ้าวันนึงต้องแต่งงานแล้วไม่ได้อยู่กะป๊าแล้วก็พี่ชายที่เรารักมากๆ TTATT

#3 By YOSHINAKIs on 2008-02-25 08:13

แนวคิดอิสระดีจังเลยครับพี่ ^^

#4 By on 2008-02-25 09:25

อ่านแล้วทั้ง2เอนทรี่ครับ

พี่เขียนได้เป็นกันเองมากๆเลยครับ วิธีการเขียนก็อ่านแล้วไม่สะดุดเลยครับ

ปล.ทัศนคติการใช้ชีวิตของพี่อิสระดีจังครับ confused smileHot!

#5 By SkyKiD on 2008-02-25 10:14

อะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วมันย่อมดีเสมอ
ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ได้ใช่มั๊ยคะ

#6 By eeddy(อี๊ด) on 2008-02-25 10:17

ไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือแต่งหรอกนะครับ
แต่เท่าที่อ่านก็เหมือนกับเนื้อเรื่องได้เล่าถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
และเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้
แต่.. สามารถให้แง่คิดการใช้ชีวิตของคน ที่อาจเหมือนหรือต่างกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้
ซึ่งผู้ที่ได้รับทราบเนื้อหาที่เป็นคนรุ่นต่อ ๆ ไป จะรับทราบและรู้สึกได้แน่นอนอย่างหนึ่งคือ
พ่อแม่ ไม่ได้มีหน้าที่ให้เราเกิดมาเท่านั้น
ลูก ก็ไม่ได้มีหน้าที่เกิดมาอย่างเดียว
ความรักมีจริง แต่จับต้องได้ยาก
สุดท้าย สามัญสำนึก ก็มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาได้เอง
แต่เกิดจากการบอกเล่าของคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งศาสนา และเรื่องเล่า
ขอบคุณมากครับกับมุมมองที่สอนถึงความคิดใหม่ ๆ

#7 By นิเกะ on 2008-02-25 10:31

ลองทบทวน
ความรัก
ในแบบที่ตัวเองคิดให้ชัดเจนนะ

#8 By ลุงหนวด (202.6.107.51) on 2008-02-25 10:42

พบว่าทุกอย่างในชีวิตผลักเขาทะลักเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ฉันขาดหาย
ไปอย่างแรง ขนาดที่ว่าขาดเขาแล้วเหมือนชีวิตฉันไม่เหลืออะไรแล้ว

ทุกอย่างลงตัวหมดระหว่างฉันกับผู้ชายคนนี้ เว้นเสียแต่ว่า.. เขา
ไม่ใช่คนอย่างที่ฉันเคยฝันเอาไว้น่ะสิ ฉะนั้น..ฉันยังทำใจให้รักเขาไม่ได้ค่ะ

ซึ่งเขาไม่เป็นแบบนั้นเอาเสียเลยค่ะ เขาเทคแคร์ฉันได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยที่ฉันก็ยัง
รู้สึกว่าเรายังคงต้องดูแลตัวเองอยู่ไม่น้อย

4 ปีที่ผ่านมานั้นความสัมพันธ์เรากลับดีวันดีคืน ซึ่งมันก็เป็นเพราะความพยายามของ
เขาล้วนๆ คิดแล้วก็เหนื่อยนะคะ..ว่าคนจะคบกันทั้งที ทำไมมันจะต้องคอยอาศัยความพยายามมากขนาดนั้นกัน? ทำไมเราไม่เพียงแค่"คลิ๊ก"กันก็พอล่ะ?

ยังไงๆฉันก็ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่"ใช่"เลยค่ะ
ฯลฯ

เอ่อ...พี่คะ พี่กำลังอยู่ในภาวะสับสนของคนตั้งครรภ์หรือเปล่าคะ แต่ละประโยคมันขัดกันไปมา คือ แฟนพี่เติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ทุกอย่างลงตัว ตลอด 4 ปีความสัมพันธ์ดีวันดีคืนเพราะเขาพยายาม (ให้พี่ "รัก") แต่...เค้าเทคแคร์พี่ได้ไม่ดีเท่าไหร่ ไม่ใช่คนในฝัน ยังทำใจให้รักไม่ได้ ไม่คิดว่าเป็นคนที่ใช่ ไม่อยากแต่งงานทั้งที่ไม่รัก?? คนที่สามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายได้ยังไม่ใช่คนที่ "ใช่"เหรอคะ? คนที่พยายามทำให้ความสัมพันธ์ดีวันดีคืน คือ คนที่เทคแคร์ได้ไม่ดีเท่าไหร่เหรอคะ? ทุกอย่างลงตัว แต่ไม่ใช่ "คลิ๊ก" กันเหรอคะ? และแม้จะเป็นการลงตัวที่เค้า "พยายาม" ทำให้เป็นแบบนั้นก็ไม่ช่วยอะไรเลยเหรอคะ?

ไม่ได้กวนนะคะ เพียงแต่อ่านแล้วสับสน หรือว่าอ่านไม่รู้เรื่องเองก็ไม่ทราบ ถ้าเข้าใจผิดไปก็ขอโทษด้วยนะคะ sad smile

ส่วนเรื่องที่พี่ว่าท้องแล้วก็จะไม่แต่งงานเพราะ (คิดว่า) ไม่ได้รัก (แบบในฝัน) อันนั้นไม่ได้สับสนสงสัยอะไร การ"ไม่อยากแต่ง" หรือ "ยังไม่อยากแต่ง" ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามเป็นความรู้สึกที่บังคับไม่ได้ เมื่อไม่อยากก็ไม่ต้องทำ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องค่ะ เพราะถ้าทำทั้งที่ไม่อยากก็คงเป็นปัญหาตามมาอีก

ปล.ถ้าพี่คิดว่าการ "รักแบบมองตากันก็รู้ใจ" เป็น "นิยามโรแมนติก" ของใครหลายคน การที่แฟนพี่ "รัก" พี่แบบนั้นเป็น "นิยามโรแมนติก" ของใครอีกหลายๆคนเหมือนกันนะคะ double wink

#9 By Art VS. Ying on 2008-02-25 11:01

ความรู้สึกระหว่างพี่กับผู้ชายคนนี้มันเหมือนความสัมพันธ์ที่ผ่านช่วง "โปรโมชั่น" เหมือนกับคนที่อยู่กันมาน้าน นาน จนไม่มีช่วงสวีทเลยอ่ะค่ะ มันก็เลยไม่ได้มีความหวานซาบซ่านใด ๆ

เราผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนบล็อกคงไม่มีทางรู้ ความรู้สึกที่แท้จริงของ เจ้าของบล็อกแน่ ๆ แต่สำหรับเรา เราจะไม่เสียเวลากับคนที่ไม่มั่นใจว่ารักแน่นอน เพราะถ้ามาพบความจริงทีหลังว่าเราไม่เคยรักเขาเลย มันจะเป็นการทำร้ายเขาทีหลังมากกว่า ดังนั้นอย่างกรณีพี่นี่ เราว่ามันเป็น Happy Ending ของชีวิตระดับหนึ่งนะ เพราะจริง ๆ แล้วพี่ก็คงต้องคู่กับเขานี่แหละ เหอะ ๆ เพราะเท่าที่เราสังเกตุคู่ที่อยู่กันยืดมา เขาไม่ได้ต้องมีแค่ความรัก แต่ต้องผูกพัน+เข้าใจด้วย (ของพี่นี่ออกแนวผูกพัน)

ท้องแล้ว เราว่าไม่เห็นจำเป็นกับการแต่งงานเลยนะ ถ้าเรารับได้กับสิ่งที่เกิด ก็โอเค แต่กรณีที่ต้องเลี้ยงดูลูกกับการคบหาใครใหม่ งานนี้เราว่าน่าคิดหนักกว่าท้องก่อนแต่งอีก เพราะการสร้างความเข้าใจกับลูกคงเป็นอะไรที่น่าหนักใจกว่า ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ แต่ที่กล่าวมาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับคนรอบข้างอ่ะค่ะ ชีวิตลูกผู้หญิงนี่มันน่าลำบากจริง ๆ

#10 By chiisai on 2008-02-25 12:24

พี่
สุดยอดจังค่ะ ^^
คุณคือหญิงแกร่งค่ะ ชื่นชมๆbig smile

#12 By 2spot studio on 2008-02-25 14:30

จะรออ่านเอ็นทรี่ต่อไปค่ะsurprised smile

#13 By NoRWAN on 2008-02-25 14:59

สู้ๆbig smile
หากใจมีสุข
ชีวิตก็สวยงามสินะคะ
ดีใจด้วยค่ะ

confused smile

#15 By ~ป้านุ้ก~ on 2008-02-25 16:12

เห็นด้วยคะ ถ้าแต่งงานแล้วอยู่ด้วยกันโดยไม่มีความรักก็คงอึดอัดน่าดูนะคะ ที่อยู่กับคนที่เราไม่ได้รักด้วย

#16 By O-oBo-O on 2008-02-25 17:34

เขียนเรื่องราวได้ดีมากน่าอ่านค่ะ..big smile

#17 By OodOon on 2008-02-25 18:52


ถ้าน้องเติบโตมาด้วยความเข้าใจ และเห็นด้วยกับความคิดของแม่ก็ดีคะ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูเนอะ

ขอให้พี่เป็น "คุณแม่ที่ลูกภูมิใจและศรัทธา" นะคะ

#18 By =^o^= NekiKO~ on 2008-02-25 19:27

สมบูรณ์แล้ว ด้วยความพอใจ
ไม่ต้องผูกมัดใดใด แค่ได้ร่วมกันbig smile Hot!

#19 By iMase on 2008-02-25 21:34

อยู่ ที่ ใจ
รู้สึกเป็นอะไรที่แอบลำบากใจเล็กเหมือนกันนะคะ

#21 By TaLgY on 2008-02-25 23:46

ยินดีต้อนรับสู่โลกของพ่อแม่ครับ

อ่านหัวข้อนึกว่าจะเลี้ยงลูกแบบซิงเกิ้ลมัม ก็ดีอ่ะนะครับและเป็นไปได้แต่เหนื่อยมากมายมหาศาล เพราะทุกวันนี้มีผมอยู่ด้วยแฟนผมก็เหนื่อยกับเจ้าลูกลิงแทบแย่แล้วครับ

แต่พออ่านบทความแล้วได้รู้ว่าคุณพ่อก็ยังอยู่ด้วย เพียงแต่ไม่ได้แต่่งงานกันเท่านั้น ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ครับ อยากแต่งเมื่อไหร่ก็ค่อยแต่ง ให้เจ้าตัวเล็กวิ่งเล่นอยู่ในงานแต่งงานก็ยังได้ไม่เห็นเ้ป็นไรเลยเนอะ หรือไม่ต้องแต่งเลยใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร

แต่ (อีกที) กฏหมายไทยว่าไว้ ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส พ่อจะไม่มีสิทธิในตัวลูกนะครับบอกไว้ก่อน

#22 By Unregistered user (58.9.142.159) on 2008-02-26 10:37

จะเป็นไรไหมคะ ถ้าบอกว่างง
คิดแบบ คห.9 เลย

ความรักมีเป็นล้านรูปแบบในโลกใบนี้ค่ะ เท่าที่อ่านมา เรื่องของเจ้าของบล็อกก็เป็นหนึ่งในล้านรูปแบบนั้นนะคะ
แม้ว่ามันจะไม่เหมือนในนิยาย ในฝัน ไม่ใช่เรื่องพรหมลิขิตหรือบุบเพสันนิวาสชักพา

แต่ว่าถ้าผู้ชายคนนี้พร้อมทำทุกอย่างเพื่อคุณและลูก เขาก็คือผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง และคนแบบเขานี่แหละ (คนที่มใช้ความพยายามเอาชนะใจคุณและทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นเรื่อยๆ) คนแบบนี้เป็นคนที่ผู้หญิงหลายๆคนต้องการนะคะ

ปล.รอตอนต่อไปค่ะ และเป็นกำลังใจให้ดูแลลูกน้อยในครรภ์ด้วยนะคะbig smile