จะห่วงจะใย ไหงกลายเป็นสร้างปัญหา?
posted on 01 Apr 2008 18:43 by lucyandtumnus in all-entries-here
วันอังคารที่ 1 เมษายน 2008
~สวัสดี..เอพริลฟูลส์เดย์ค่ะ
~
ดิฉันเข้าใจดีและเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้วค่ะ เกี่ยวกับเรื่องของความห่วงใย
จากญาติผู้ใหญ่ที่มักจะมากเกินเหตุ จนกลายเป็นว่าทำให้คนท้องใช้ชีวิตอย่าง
ลำบาก(ด้วยความอบอุ่น)..แทนที่จะสบายขึ้น
ทั้งนี้เมื่อแรกที่ทราบว่าท้อง ฉันก็จะเซิร์ชๆๆๆๆอย่างหนัก ถึงอะไรก็ตามที่มีคน
กล่าวถึงในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับคนท้อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยผ่านหูผ่าน
ตามาก่อนเลยสักนิด และในคราวนั้นเองที่ได้พบคำกล่าวเตือนจากแพทย์..ถึง
การให้ระวัง "ความห่วงใย" ที่มาจากความเชื่อผิดๆ หรือการห่วงมากเกินไป..
อยู่เนืองๆ ซึ่งฉันก็เตรียมรับมือเอาไว้แล้วล่ะ เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่
คนท้องหลายคนจะต้องพบ
คุณสาวๆเองก็อ่านๆเตรียมไว้เถิดค่ะ ในยามที่ตั้งครรภ์ต้องเจอแน่ๆ โดยเฉพาะ
คนที่มีสายสัมพันธ์และติดต่อกับครอบครัวอยู่อย่างใกล้ชิด(เหมือนอย่างฉัน)
...................................................................................................
ด้วยฉันก็เป็นคนที่จุกจิกกับตัวเองพอสมควรอยู่แล้ว ดังนั้นเวลามีใครมาจุกจิก
กับฉันเพิ่มขึ้นมาอีก ฉันก็จะรู้สึกว่า "นั่นมันไม่จำเป็นเลยนะ.. มันชักจะเยอะแล้ว..
ไม่ต้องก็ได้.." เออถ้าฉันเป็นคนไม่ใส่ใจตัวเองล่ะก็ค่อยดูสมควรที่จะตักเตือน
กันหน่อย
แต่ที่ฉันเจอมักจะเป็นความห่วงใยจาก"นิสัยส่วนตัวของคนเตือนเสียเอง" ซะมาก
ฉันก็เลยรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลย ที่ต้องมารับภาระความกลัวของทุกคนว่าสิ่งที่พวก
เขากลัวมันจะเกิดกับฉัน แล้วกลับกลายเป็นฉันต้องรับผิดชอบด้วยการ คอยทำให้
พวกเขาสบายใจให้ได้เสียอย่างนั้น?
อะ..เกริ่นมาเยอะแล้วเดี๋ยวจะงงเปล่าๆ เล่าให้ฟังเลยแล้วกันค่ะ
เริ่มจากสถานเบาก่อน..ก็คือ คุณแม่(ของคุณพ่อเด็ก)ค่ะ ท่านโทรศัพท์มาถามไถ่
อาการฉันว่าเป็นไงบ้าง แพ้ท้องไหม ฯลฯ ตามปกติประมาณนี้ ซึ่งฉันก็ไม่เป็นอะไร
มากค่ะ สบายดี แค่เจ็บหน้าอกเล็กน้อยและง่วง(อาการปกติของคนท้องเลย) ซึ่ง
สักพักพอหมดโหมดคำถามทั่วไปแล้ว ก็ถึงโหมดคำเตือนที่คุณแม่บอกว่า
"ต่อไปนี้ เราจะมาทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้แล้วนะ..."
อ่า.. คุณผู้อ่านคะ พอดีว่าคุณแม่ท่านทิ้งจังหวะให้ฉันหยุดคิด ฉันก็เลยคิด.. ว่าเอ๋..
ที่ผ่านมาฉันทำตัวอย่างไรหว่า?
แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าทิศทางของคำพูดคุณแม่
จะไปทางไหน ซึ่งท่านก็พูดต่อ..
"เราไม่ได้กินเพื่อตัวเราคนเดียวแล้วนะ เรากินเผื่อคนถึงสองคนนะลูก"
(อืมม์ค่ะ น้อมรับและระลึกไว้แน่นอนค่ะ.. ขอบคุณค่ะ) หลังจากนั้นคุณแม่ก็พูดต่อ..
"จะมากินกาแฟแก้วเดียวเป็นมื้อเช้านี่...ไม่ได้แล้วนะ ต้องเลิก รู้ไหม"
ฉันตอบว่า "อะ เอ่อม.. ค่ะ.."
(...) (???)
(...) (...)
แล้วคุณแม่ก็จบการสนทนาไปค่ะ ปล่อยให้ฉันอึ้งต่อไปอีกสามนาที ว่าฉันกินกาแฟ
แก้วเดียวเป็นมื้อเช้าตั้งแต่เมื่อไหร่? (เกาหัวแกร่กๆ ขมวดคิ้ว คิดไปขำไป
) พลาง
ถามคุณพ่อเด็ก ว่าทำไมแม่เธอคิดว่าฉันกินกาแฟเป็นมื้อเช้าฟร่ะ? (พ่อเด็กก็ส่ายหัว
..งงเต๊ก บอกว่าไม่ทราบเลยน่ะค่ะ)
พอคิดจนแน่ใจแล้ว.. ก็แน่ใจจริงๆว่า เรื่องนี้คุณแม่คงเตือนไปด้วย"ความที่ต้องเตือน"
เท่านั้นเองกระมังคะ เพราะไม่น่าที่คุณแม่จะเข้าใจไปแบบนั้นได้ เพราะแม้ว่าฉันเองเป็น
คนที่ดื่มกาแฟทุกเช้าจริง แต่ทว่า..ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉันเคร่งครัดกับการทานอาหาร
มื้อเช้าเป็นสำคัญที่สุด(ตามหลักการดูแลสุขภาพเป๊ะเลย) ฉันใส่ใจสุขภาพตัวเองมาตั้ง
แต่อายุน้อยๆแล้วค่ะ
ฉันเคยสังเกตอาการน้ำตาลในเลือดลดของตัวเองสมัยยังเป็นนักเรียน แล้วเลยจะทาน
ข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียนเสมอ อย่างน้อยที่สุดคือต้องมีไข่ 1 ฟอง โดยไม่เคยดื่มกาแฟ
เปล่าๆเป็นอาหารเช้า(ขนาดยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ยังรับวิธีทานมื้อเช้าแบบนี้ไม่ได้เลยค่ะ)
เพราะถ้าไม่งั้นร่างกายจะเสียสมดุลอย่างมาก ทั้งขาดน้ำ ทั้งน้ำตาลในเลือดลด เป็นผล
ให้เริ่มต้นวันด้วยอาการป่วยสารพัด ฉะนั้น ฉันไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนั้นแน่ บางวัน
ตื่นสายถึงขนาดยอมโดนครูทำโทษ เพราะมัวกินข้าวเช้าก็เคยมาแล้ว หรืออย่างครั้งขับ
รถออกไปต่างจังหวัดตั้งแต่เช้ามืด ปรากฏว่าไม่มีโอกาสได้ทานอาหาร.. ฉันก็จะไม่ดื่ม
กาแฟเลย แต่จะหานมมาดื่มแทน
ตอนเด็กๆฉันชอบอ่านข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่นการวินิจฉัยอาการป่วย
เบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์ การเฝ้าสังเกตตัวเองเสมอๆ และสรรพคุณของยาชนิดต่างๆ
ฉันชอบอ่านนิตยสาร"หมอชาวบ้าน"ค่ะ จนบางครั้งไปพบแพทย์ก็ไปนั่งเถียงกับหมอก็
ยังเคยค่ะ(ถือว่า..ตัวเองต้องรู้จักอาการตัวเองมากกว่าหมอน่ะค่ะ
เอิ๊กๆ..)
ต่อมาพอเข้าสู่วัยทำงานฉันก็ยังติดอ่านแฟชั่นแมกกาซีนเป็นบ้าเป็นหลัง แล้วหนังสือ
พวกนั้นสอนอะไรฉันบ้างคะ ก็จะมีความงามจากปลายผมจรดปลายเท้า(การดูแลรักษา
สุขภาพผิว-ผมให้ดูสวยสุขภาพดี) ความงามจากภายใน(เรื่องของสุขภาพจิต, จิตวิทยา
ในที่ทำงาน การเคารพตัวเอง รู้จักตัวเอง ฯลฯ) โภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ(อีกแล้ว) และ
แฟชั่น(เมคอัพ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และแอคเซสซอรีต่างๆ ฯลฯ)
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ฉันแน่ใจว่าได้ดูแลตัวเองอย่างดีมาตั้งแต่จำความได้แล้วล่ะค่ะ ฉันไม่
ใช่คนที่รอจนตัวเองป่วยเสียก่อน หรือเพิ่งจะมาขวนขวายเอาตอนที่รู้ว่าตั้งท้องซะหน่อย
(ขออนุญาตตัดพ้อกับคนอ่านหน่อยนะคะ ก็มันอึดอัดเหลือเกิน เฮ้อๆๆ
)
------------------------------------
คิดแล้วก็ขำน่ะค่ะ แทนที่คุณแม่จะสอบสวนฉันเสียก่อน เช่นว่า ไหนบอกมาซิเมื่อเช้า
ทานอะไรไปบ้าง? ท่านก็จะได้รับคำตอบที่น่าจะทำให้ท่านหมดห่วงเองแหละ..ว่า "นม
ไข่ ขนมปัง และซุปมักโรนีเจ้าค่ะ" ซึ่งอันที่จริง ตั้งแต่ฉันท้องนี่ก็ไม่ได้ทานกาแฟแล้ว
ด้วยซ้ำไปค่ะ ซึ่งไม่ใช่เป็นการพยายามที่จะงดกาแฟตามตำราหรอกนะ แต่เพราะไม่รู้
สึกอยากมากกว่าน่ะค่ะ (การถามร่างกายตัวเองก่อนกินอะไรเข้าไป ก็เป็นตำราที่แฟชัน
แมกกาซีนพวกนั้นย้ำนักย้ำหนา..ว่าสำคัญมากและต้องฝึกให้ได้ค่ะ ฉะนั้นฉันมักจะรู้ตัว
ว่าตอนนี้ร่างกายต้องการอะไรเสมอ โดยมันมักจะคอยมากำหนดอาหารมื้อต่อไป หรือ
ใกล้เคียงมื้อนั้นให้ฉันมาตลอดค่ะ สรุปว่า ถ้าฉันไม่รู้สึกอยากดื่มกาแฟ ทั้งๆที่เคยดื่มมา
ตลอดวันละ 1 แก้วทุกเช้าตั้งแต่อายุ15 แล้วก็ตาม มาถึงวันนี้อยู่ๆฉันก็เลิกดื่มไปได้เสีย
เฉยๆอย่างนั้นเหมือนกันแหละ อาจเป็นเพราะเด็กในท้องฉันเค้าไม่ชอบละมั๊ง..
)
ว่าแต่คุณผู้อ่านคะ ฉันสมควร งง กับที่คุณแม่เตือนไหมล่ะคะเนี่ย
...................................................................................................
อีกท่านหนึ่งคือ.. แม่ฉันเองค่ะ คนนี้ปัญหาใหญ่เลยละ
แค่รู้ว่าฉันทานอาหารได้น้อยลงก็ออกอาการไม่พอใจ ราวกับฉันทำผิดมหันต์..
จนจะต้องรู้สึกผิด.. ให้สำนึกซะและต้องแก้ไขมันเดี๋ยวนี้ให้จงได้อะนะ
เฮ้อ.. ก็ใครจะรู้เล่าคะ การลดปริมาณอาหารลงอาจจะมาจากเด็กบอกว่าพอแล้วก็ได้
ในเมื่อฉันสังเกตตัวเองว่า เมื่อฉันท้องแล้วฉันจะเพลีย และมักจะนอนทั้งวัน หลับบ้าง
ดูทีวีบ้าง บางครั้งก็นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่หน้าคอมฯ ซึ่งร่างกายมันอยู่เฉยๆ ทั้งที่ก่อน
นี้ตอนยังไม่มีน้อง.. ฉันจะชอบเดินออกกำลังไกลๆเป็นกิโลๆ(เมตร) ซึ่งตอนนี้ฉันทำ
ไม่ไหวแล้วน่ะค่ะ ฉันเหนื่อยง่ายมากก็เลยอยากพักผ่อนอยู่เฉยๆ แล้วฉันจะกินเยอะๆ
ไปทำไมล่ะคะ? ถ้าพลังงานมันแทบไม่ได้ถูกใช้ ที่รู้สึกอยากอาหารน้อยลงนี่ก็ถูกต้อง
ตามสมดุลของมันอยู่แล้ว ไม่ทราบจะมาโกรธอะไรฉันนักหนา
..ในช่วงแรกๆที่ยังไม่รู้ตัว ฉันเองก็ทานอาหารในปริมาณเท่าเดิมน่ะค่ะ ซึ่งผลของ
มันก็คือ ฉันทรมานมากอยากจะอาเจียนทุกอย่างที่ทานมาออกให้หมด ตามมาด้วย
อาการจุกจนถึงขนาดหายใจติดขัดเชียวล่ะ.. นอนหลับก็ไม่ได้ ต้องนั่งกึ่งนอนหายใจ
พะงาบๆเป็นปลาเกยตื้นใกล้ตายเลย(น่าสงสารจริงๆนะคะ..ขอบอก) ซึ่งพอลดปริมาณ
อาหารลง และทานน้ำผลไม้แทนน้ำเปล่าซะ(ล่าสุดลองแอปเปิ้ลไซเดอร์ของทิปโก้ที่
ออกใหม่แล้วดื่มได้ค่ะ รู้สึกโล่งดีมากเลย)อาการต่างๆถึงได้หายไปเป็นปลิดทิ้งน่ะค่ะ
แล้วกับปกติก็อย่างที่บอกแหละ ว่าฉันเลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ของฉันอยู่แล้ว
จะทานอะไรแต่ละมื้อต้องวางแผนทุกวัน บางทีก็วางแผนล่วงหน้า2-3 วัน ลิสต์เมนูก่อน
จ่ายตลาดกันจนเต็มสมุดออร์แกไนซ์.. พอตั้งท้อง ฉันก็เน้นการเพิ่มแคลเซียมและเหล็ก
ให้มากขึ้นเป็นสำคัญ ซึ่งฉันทราบดีฝังหัวอยู่แล้ว ว่าจะหาทานพวกมันได้ที่ไหนบ้าง(ตาม
แบบฉบับของคนรักสุขภาพก็ย่อมจำข้อมูลพวกนี้ได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด และเลือกทาน
ไปเองโดยอัตโนมัตินั่นแหละค่ะ ขาดแต่ก็เพียงใบปริญญาด้านโภชนาการมายันกับแม่
เท่านั้นเอง...เฮ้อๆๆๆๆ
)
แล้วการที่ฉันทานน้อยลง แต่เลือกของดีๆมาทานให้หนักกว่าเดิม ฉันว่าฉันก็ทำหน้าที่
ของฉันอยู่ และคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วนะ ยังจะมาโกรธเคืองและบอกให้ยัดทะนาน
อะไรเข้าไปอีกเล่า(..แม่นี่
) ถ้าลูกออกมาตัวใหญ่เป็นยักษ์เป็นมาร อย่างกับลูกวัว
ลูกควายแล้วสุขภาพไม่ดีนี่..ใครจะรับผิดชอบค๊า หรือถ้าตัวฉันเองต้องทนทรมานกับ
ความไม่สมดุลเพียงเพื่อให้แม่พอใจ และอุ่นใจว่าเด็กได้รับอาหารเพียงพอแล้ว(ทั้งๆที่
แม่ก็ไม่เคยมาดูว่าวันๆฉันทานอะไรบ้าง) ในที่สุดถ้าอาเจียนออกมาหมดอยู่ดี หรือตัว
บวมอืด ก้นบานเป็นกาละมังจนเดินไม่ได้นี่ ถึงจะถือว่าบำรุงดีแล้วเท่านั้นเหรอ? ทำแบบ
นี้ไม่เห็นว่ามันจะดีกับเด็กตรงไหนเลย
ก็..ลำบากใจนิดหน่อยน่ะค่ะ มันทำให้เสียสุขภาพจิตเล็กๆน้อยๆ
ในแต่ละวัน แทนที่เราจะได้นั่งคุยกันขำๆ อารมณ์ดีๆต่อกัน ไหง
กลายเป็นโกรธเคืองเพราะไม่เข้าใจกันไปได้นะ พอฉันพยายาม
จะอธิบายก็ไม่ยอมฟังแล้ว(หาว่าฉันแก้ตัวเสียอย่างนั้น
)
--------------------------------------
-----------------------------------แอปเปิ้ลไซเดอร์ค่ะ
---------------------------------------น่ากินจัง 
ว่าจะเล่าเรื่อง"ยา"ที่ใช้อยู่.. ซึ่งเป็นเรื่อง"สถานหนัก"เลยที่เพิ่งเจอไป แต่เท่านี้ก็คิด
ว่าเยอะพอแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าใครที่เป็นผู้ใหญ่ หรือต่อไปจะห่วงใครก็อย่าให้มัน
กลายเป็นภาระคนที่เราห่วงเลยนะคะ เอาแต่พอดีๆ อย่าให้"คนถูกห่วง"กลับต้องคอย
มาอธิบายว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ.. ยังไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อยนะ..เลยค่ะ
ก่อนห่วงใครก็ควรมีการศึกษาเล็กน้อยว่าเขาน่าที่จะต้องเป็นห่วงไหม อย่าสักแต่ว่า
ห่วงเลยค่ะ(เราว่าการทำใจให้สบายๆนั้น มันคงเป็นหน้าที่ของคนรอบข้างด้วยค่ะ)
คนท้องต้องการความสงบสันติมากมายค่ะ
ถ้าห่วงแล้วเป็นแบบนี้ มากวนใจกันทุกวันแบบนี้... ไม่ต้องก็ได้ค่ะ
-----------------------------------------------------------ขอบคุณที่อ่านเจ้าค่ะ


#1 By SkyKiD on 2008-04-01 21:03