วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2008    
"เมื่อคุณแม่มือใหม่ เจอคุณหมอมือใหม่"


*เอนทรีนี้เขียนขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 12 แล้วล่ะค่ะ
แต่คุณแม่เพิ่งจะมามีแรงอัพ เพราะสลบเหมือด
ไปกับความวุ่นวายก่อนเทศกาลสงกรานต์จนไม่
ยอมฟื้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆเชียว
*



...วาสนาของลูกน้อยในครรภ์ของฉันคนนี้ คงจะต้องผจญกับชะตากรรม
ร่วมกับฉันหลายอย่างกระมังคะ เริ่มจากที่ ณ วันนี้ฉันยังไม่มีความพร้อม
ถึงขนาด 100% แม้จะยินดีและอยากมีลูกคนนี้ก็ตาม

เป็นเพราะส่วนหนึ่งก็ต้องการให้ชีวิตได้ดำเนินไปตามจังหวะของมันในแบบ
ธรรมชาติ มากกว่าที่จะต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเท่านั้นถึงจะยอมก้าวต่อ
ไปได้ เพราะฉันไม่เชื่อหรอกว่าเมื่อถึงวันนั้นแล้วทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่
คิดเอาไว้.. คนคำนวนไม่สู้ฟ้าลิขิตหรอกค่ะ ถ้าฉันคุมกำเนิดไปจนกว่าตัวเอง
(คิดว่า)พร้อมแล้วล่ะก็ วันนั้นฉันอาจจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกแล้วก็เป็นได้..

เพราะเราจะบอกได้อย่างไรล่ะคะว่าเราพร้อมเมื่อไหร่ ?

มันคงเป็นเรื่องของความคาดหวังและมาตรฐานที่เราไปตั้งเอาไว้เองมากกว่า
เพราะฉันเชื่อจริงๆว่า..ยังมีพ่อแม่จำนวนหนึ่งที่อาจจะมีความพร้อมน้อยกว่าฉัน
แต่พวกเขาก็คิดว่าตัวเองพร้อม
เพราะเค้าตั้งความหวังไม่สูงเท่าฉันเท่านั้นเอง
ฉะนั้น แม้จะสมหวังบ้างผิดหวังบ้าง แต่ฉันคิดว่าเพียงเราทำให้ดีที่สุดในจังหวะที่
มันควรเป็น ทุกอย่างก็น่าจะดีที่สุดในแบบของมัน

....................................


ฉันเลือกฝากครรภ์โดยการใช้สิทธิ์ของผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมค่ะ
ด้วยฉันมีสถานภาพเป็นพนักงานในบริษัทที่คุณแม่เป็นเจ้าของกิจการ..ก็เลยได้
สิทธิ์นั้น(และอาจได้ลางานนานกว่ากฏหมายกำหนดอยู่บ้าง เพราะเจ้านายยอม
ให้ลาน่ะค่ะ แหะๆ) ด้วยมันเซฟค่าใช้จ่ายในการคลอดเหมาจ่ายไปถึง 3-4 หมื่น
บาทแน่ะค่ะ

ด้วยเงินจำนวนนั้นในตอนนี้...ฉันเอาไปทำสิ่งจำเป็นในชีวิตได้หลายอย่างเลย
(แต่จะว่าไป.. ฉันเองก็ยังไม่เงินก้อนนั้นด้วยซ้ำ และก็ไม่อยากจะรบกวนญาติ
ผู้ใหญ่เพราะมันคงทุเรศน่ะค่ะ ตอนทำลูกทำกันอยู่สองคนแล้วจะไปปัดภาระ
ให้ท่านได้ไง..เนอะ
)

ดังนั้นฉันจึงยอมสละสิทธิ์ในการเลือกหมอเพราะทางโรงพยาบาลเค้าสงวนสิทธิ
ผู้ประกันตนค่ะ เพียงแต่ฉันได้เลือกโรงพยาบาลที่ฉันมีความผูกพันและไว้วางใจ
มานานอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่า..นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้วล่ะค่ะ *ที่ว่าผูก
พันนี้ก็คือ.. สมัยที่คุณแม่คลอดฉัน ท่านก็มาคลอดที่โรงพยาบาลนี้นั่นเองค่ะ ฉัน
เกิดที่โรงพยาบาลนี้ เติบโตก็ใช้บริการของโรงพยาบาลนี้ จึงมาคลอดรุ่นต่อไปที่
นี่..
สงสัยบั้นปลายชีวิตไม่พ้นคงจะมาป่วยตายที่นี่เหมือนกันละมั๊งเนี่ย..เหอ เหอ

.......................................


ซึ่งฉันก็พลาดการฝากครรภ์กับคุณหมออาวุโสไปจริงๆค่ะ ทั้งๆที่ฉันได้เข้าไป
พบคุณหมอในการตรวจครรภ์วันแรกแล้วนะ แต่คุณหมอบอกว่าเลิกทำคลอด
แล้ว(อาจจะด้วยอายุเพราะดูแล้วคุณหมอน่าจะถึงวัยเกษียณแล้วจริงๆน่ะค่ะ)
ก็เลยส่งฉันต่อให้กับคุณหมอที่จะทำคลอดจริงๆเป็นผู้ตรวจครรภ์ในวันนั้นแทน
ซึ่งคุณหมออาวุโสท่านบอกว่าไม่ต้องห่วงค่ะ"ที่นี่เราจะช่วยๆกันดู"

...ก็เข้าใจนะคะ เพราะก็เคยได้ดูซีรี่ส์ที่เป็นเรื่องราวในโรงพยาบาลมาหลาย
ต่อหลายเรื่องจนพอจะเข้าใจจรรยาบรรณของแพทย์อยู่บ้าง ซึ่งฉันก็รับได้ค่ะ
ไม่เป็นไร..ดิฉันเลือกไม่ได้นี่นา

.......................""""""".....


มาถึงคุณหมอท่านต่อไปที่ดิฉันฝากครรภ์ เธอเป็นคุณหมอเด็กๆ อายุอาจจะ
น้อยกว่าฉันด้วยซ้ำไป ไฟแรงและดูมีความสามารถ มีความตั้งใจเต็มเปี่ยม..
ทำทุกอย่างตามตำราเป๊ะๆ
(อันนี้ชักหวั่น เพราะคนที่ทำตามตำรานั้นมักจะละ
เลยในการฟังสัญชาตญาณของตัวเอง ซึ่งฉันคิดว่าอย่างหลังมันสำคัญกับฉัน
มากกว่าน่ะค่ะ)
แต่ก็..ไม่เป็นไรค่ะ ขอเพียงมีความตั้งใจก็น่าจะพอแล้ว เพราะ
การฝากครรภ์สำหรับฉันไม่ใช่การฝากให้หมอดูแลทั้งหมด แต่ฉันก็ดูแลตัว
เองอยู่แล้วด้วย ฉะนั้นเราลุยกันได้เลย..ฉันไม่กังวลเท่าไหร่หรอกค่ะ


เพียงแต่..................................

.................................


เคยได้ยินไหมคะ แนวคิดที่ว่า"หมอไร้ประสบการณ์"จะสร้างความยุ่งยากให้กับ
คนไข้อย่างไร กล่าวคือเทียบกับคุณหมอแก่ๆมือฉมังประสบการณ์โชกโชนแล้ว
ด้วยการวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้ประหยัดเวลา-ค่าใช้จ่ายและเลือดของคนไข้
ได้มาก เพราะหมอเด็กมักสันนิษฐานไปเยอะแยะ สั่งตรวจอยู่เรื่อยด้วยเพราะว่า
อ่อนประสบการณ์จึงต้องเอาให้ชัวร์ไว้ก่อน คนไข้จึงถูกเจาะเลือดเป็นว่าเล่น จ่าย
ค่าเทสต์ไปหลายต่อหลายครั้ง และต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ ประมาณนั้น

ฉันเจอกับตัวเองแล้วจ้า ฮือๆๆ...


(*จะมีค่าตรวจหลายอย่างที่ประกันสังคมไม่ครอบคลุมนะคะ
ใครคิดที่จะใช้สิทธิควรทราบและเตรียมสตางค์เอาไว้ก่อนเลย
นี่เราก็หมดไปเกือบสองพันแล้วค่ะ มีอยู่วันนึงจ่ายไปรวดเดียว
เจ็ดร้อยโดยไม่ทราบเรื่องมาก่อน ด้วยไม่ได้เตรียมเงินมามากนัก
วันนั้นเลยต้องเอางบประมาณที่เตรียมไว้ไปจ่ายตลาดที่ฟู้ดแลนด์
มาใช้ เย็นนั้นเลยไม่ได้จ่ายตลาดขากลับบ้านเลย ว่าจะทำทูน่า
คอร์นสลัดทานซักหน่อยอะค่ะ เลยต้องแห้วกลับบ้านไปนั่งมอง
ฟ้าน้ำตาซึมๆ)


เวลาคนท้องอยากทานอะไร..จะอยากรุนแรงมากเลยนะคะ
ผิดหวังนี่ มีหดหู่ร้องไห้ อยากตายเอาเลยทีเดียวเชียว



                 
                      ....
เจ้าปลาทูน่าในฝัน


เล่าให้ฟังขำๆนะคะ มันเป็นสัจธรรมน่ะค่ะคุณผู้อ่าน เพื่อลูกฉันทนได้..


                 --------------------------------


ทว่าสัปดาห์ต่อมาคุณหมอก็เล่นเอาฉันเดี้ยงไปอีกครั้งสี่-ห้าวันติดๆ
กัน(ค่อนสัปดาห์จริงๆ) ซึ่งคิดเล่นๆว่าถ้าฉันไม่ได้ทำงานเป็นลูกจ้าง
อยู่ในบริษัทของคุณแม่ตัวเองล่ะก็ ฉันอาจตกงานไปแล้วก็เป็นได้น่ะค่ะ

เริ่มจากทัศนคติของคุณหมอ..ในวันฝากครรภ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว(ก่อนสงกรานต์)
ตอนนั้นอายุครรภ์ก็สามเดือนเข้าไปแล้ว ทั้งนี้ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเพราะอะไรหนอ
เมื่อตอนทราบว่าประจำเดือนขาดไปเดือนแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ฉันก็ไปขอ
พบแพทย์มาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะเท่าที่ทราบมาคือฉันต้องรีบมาอย่างเร็วที่สุด
เท่าที่จะทำได้ตั้งแต่รู้ว่าตั้งท้อง

แต่พอมาถึง..คุณพยาบาลแผนกประกันสังคมกลับไม่ให้พบแพทย์และนัดให้
ฉันมาฝากครรภ์ในอีกสองเดือนข้างหน้าแทน ซึ่งพอถึงวันนี้..ญาติๆทุกคน รวม
ทั้งคุณหมอเองก็ต่อว่าต่อขานฉันว่าทำไมไม่ใส่ใจรีบมา? ฉันก็งงน่ะสิคะ ใบนัด
ที่คุณพยาบาลออกให้ก็เป็นหลักฐานอยู่ ว่าฉันมาแล้วจริงๆแต่เขาบอกให้กลับ
มาใหม่ตอนเดือนที่สี่ แล้วฉันจะทำอย่างไรได้อีกล่ะคะ พ่อเด็กก็อยู่ด้วยตลอด
สามารถยืนยันได้ แต่กลับไม่มีใครเชื่อฉันเลยหรือว่าฉันมาโรงพยาบาลตั้งแต่
เดือนแรกแล้ว..?

นี่มันระบบอะไรกันเนี่ย แล้วถ้าลูกฉันเป็นอะไรไป
ฉันคงต้องฟ้องโรงพยาบาลแน่ๆทั้งๆที่ไม่อยากทำ


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนสอบประวัติการตั้งครรภ์หรือไม่ ที่ฉันตอบตามความจริง
ไปว่านี่ไม่ใช่การตั้งท้องครั้งแรก เพราะฉันเคยทำแท้งมาก่อนค่ะ ซึ่งจากการ
สอบประวัติพอคุณหมอทราบอย่างนั้น ก็ดูเหมือนคุณหมอจะเริ่มมีทัศนคติที่
ไม่ดีกับฉัน คล้ายกับคุณหมอคิดว่าฉันไม่ต้องการเด็กคนนี้และแสดงออกราว
กับฉันไม่ใส่ใจตัวเองสักเท่าไหร่


"...ซึ่งคุณผู้อ่านคะ เรื่องในอดีตมันผ่านไปแล้วฉันไม่สามารถกำหนดและย้อน
เวลากลับไปแก้ไขมันได้ ทราบไหมว่า..กว่าที่ฉันจะผ่านมันมาได้นั้นก็ยากเย็น
แสนเข็ญ แม้ฉันเจ็บเจียนตายแต่ในวันนี้ฉันก็ลุกขึ้นมาสู้ชีวิตใหม่ได้ เพราะฉัน
ให้อภัยแก่ตัวเองไปแล้ว โดยสามารถที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าและใช้ชีวิตของตัว
เองโดยยังมีความหวังว่าจะทำวันที่เหลือให้ดีที่สุดได้อย่างไร ซึ่งฉันทำได้ดีที่สุด
เท่านี้แหละค่ะคุณหมอและคุณผู้อ่านขา....."



อย่างน้อยๆ การที่ฉันสามารถบอกข้อมูลที่แท้จริง(หรือยอมรับความจริง)ได้
ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย นั่นก็น่าจะเป็นสัญญาณให้คุณหมอได้สังเกตและรับทราบ
ได้ว่าฉันโอเคแล้ว..และมันจะไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นอีก เพราะอันที่จริงแล้วถ้า
ฉันยังคิดว่าตัวเองผิดและแย่มากอยู่ล่ะก็.. ฉันอาจจะโกหกและปกปิดข้อมูลกับ
แค่การซักประวัติคร่าวๆของคุณหมอก็ยังได้ ทั้งนี้เพื่อที่คุณหมอจะได้ไม่มองว่า
ฉันเป็นคนไม่ดีเท่านั้นเองหรือ?

แต่ฉันกลับบอกไปทั้งหมดเพราะอะไรล่ะคะ? ไม่ใช่เพื่อลูกหรือไง? ฉันให้ข้อมูล
ที่เป็นความจริงเพื่อที่ในอนาคต หากมีปัญหาขัดข้อง คุณหมอจะได้ช่วยเด็กคนนี้
เอาไว้ได้โดยที่ฉันไม่แคร์ว่าคุณหมอจะมองว่าฉันเป็นคนอย่างไรเลย
ทั้งนี้ การ
ยอมรับว่าตัวเองไปทำอะไรมานั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า ฉันไม่ได้ชั่วและเลวอย่างที่
คุณหมอคิดหรอกค่ะ ฉันอาจจะมีความจำเป็นและเข้าใจสถานภาพของตัวเองใน
ตอนนั้นเป็นอย่างดี..เกินกว่าที่ลูกคุณหนูอย่างคุณหมอจะสามารถเข้าใจและคาด
คิดก็เป็นได้

การที่คุณเติบโตมาด้วยชีวิตที่ราบเรียบไม่มีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ
ที่ไม่มีชีวิตเหมือนคุณเขาจะต้องเป็นคนไม่ดีเสมอไปหรอกนะคะ ชีวิตเราลิขิต
ได้ซะที่ไหนกัน..


...................................


ถึงแม้ฉันจะเลือกอดีตไม่ได้นะคะแต่ในวันนี้คุณหมอเลือกที่จะเข้าใจได้ค่ะ
ใครที่เป็นหมอมือใหม่(เผื่อหลงมาอ่าน) ดิฉันอยากให้เข้าใจเอาไว้ว่า.. ใน
ฐานะที่คุณทำงานของวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง คุณควรที่จะมีความสามารถ
ในการเก็บเอาทัศนคติส่วนบุคคลของตัวเองเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของ
คุณได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของความเป็นเหตุเป็นผลใดๆ ที่จำเป็นในการใช้
วินิจฉัยคนไข้เลยแม้แต่น้อย

มันเป็นเพียงอารมณ์ที่ประสบการณ์ส่วนตัวของคุณเป็นตัวกำหนดขึ้นมา
เท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะแสดงทัศนคติส่วนบุคคลออก
มาในการรักษาและวินิจฉัย แต่คุณควรใช้ความตั้งใจ..เพียรพยายามและ
ความสามารถของคุณอย่างเต็มที่ ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณเป็น
มืออาชีพได้



กดอ่านต่อตอนสองได้แล้วค่ะ

หรือ----ข้ามไปอ่านตอนสาม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อืม... การเอาทัศนคติตัวเองมาใช้นี่ จะเรียกว่าขาดจรรยาบรรณก็คงได้เลยครับ ระบบโรงพยาบาลถ้าเป็นดังว่าก็น่ากลัวจริงๆ

ยังไงพยายามเข้าครับ ใส่ใจขนาดนี้ผมเชื่อว่าคุณต้องสร้างเสริมสุขภาพร่างกายของน้องในท้องให้มีความสมบูรณ์ทางกายภาพได้แน่นอนครับ กินทูน่าซะด้วย บำรุงระบบประสาท big smile

แม่ผมตอนตั้งท้องผมยังแย่กว่านี้อีก ยังพอออกมาเป็นคนได้ sad smile

#1 By PastelSalad on 2008-04-20 23:24

เรื่องระบบประกันสังคมนี่ได้ยินเพื่อนๆ บ่นเหมือนกันค่ะ
แต่ถ้ามองอีกมุมนึงก็คือมีคนใช้สิทะฺนี้เยอะ มันก็ต้องแชร์ๆ กันไป (รึเปล่านะ??)

ส่วนเรื่องหมอมือใหม่..
เคยเจอค่ะ
ไปตรวจภูมิแพ้ที่ผิวหนัง
หมอสั่งเจาะเลือดตรวจ HIV ซะ
สุดท้าย..ก็จ่ายสเตรียรอยด์ 2 กระบุงโกย (อิฉันแพ้ยาหลายกลุ่มค่ะ หมอมักจะไม่กล้าจ่ายยา โดยเฉพาะหมอละอ่อน)
big smile big smile


เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เขาพูดนะคะ
บอกว่าถ้าคนท้องออยากจะกินอะไร ก็ต้องให้เธอค่ะ
อย่างขัด อย่างห้าม อย่าหวง จะเป็นบาป



สุขภาพแข็งแรงนะคะ

#2 By |:| ShaKo |:| on 2008-04-21 09:06

พิมพ์ผิดไปเยอะเลยแฮะ
sad smile sad smile

(ใช้โปรแกรมหมไฟเปิดอ่าน ตัวอักษรเล็กไปหน่อย ก็เลยพิมพ์ผิดเยอะค่ะ
ฮี่ๆ sad smile sad smile)

#3 By |:| ShaKo |:| on 2008-04-21 09:08

อา.....อ่านแล้วพอจะเข้าใจเลยค่ะ สู้ต่อไปนะคะ เพื่อลูก

#4 By (^_^)/nana on 2008-04-21 15:03