คลิ๊กอ่านตอนที่ 1 ได้ค่ะ


...หลังจากสัปดาห์แรกแห่งการด่วนตัดสินผ่านพ้นไปด้วยความวิตกกังวล
อย่างรุนแรงของฉัน ที่ทั้งคุณหมอทำให้ฉันเข้าใจว่า"ฉันมาฝากครรภ์ช้า
เกินไป"(ทั้งๆที่ฉันกลับมาตามคำแนะนำของพยาบาลแผนกสูติฯ และรู้สึก
เสียใจมากที่ลูกน้อยของฉันสูญเสียโอกาสที่จะอยู่ในการดูแลของแพทย์
ไปถึงสองเดือน) พร้อมกับความเห็นเรื่องยาแก้แพ้(ลมพิษ)ที่แพทย์เฉพาะ
ทางอีกท่านหนึ่งได้สั่งยามาให้ทานอยู่เป็นประจำ แต่เธอให้ความเห็นว่ามัน
มีอันตรายต่อลูกในท้องอย่างแน่นอนจนฉันเครียดและนอนไม่หลับไปเสีย
หลายวัน


.................................


ต่อมา..ตอนตรวจเต้านมคุณหมอเห็นเม็ดซีตส์เล็กๆสีแดงที่ผิวพังผืด โดย
คุณหมอก็ใช้คำถามว่า"แล้วนี่ไปโดนอะไรมาคะเนี่ย?" (ก็ไม่ทราบว่าในหัว
คุณหมอกำลังนึกถึงการเล่นพิเรนท์ขณะมีเพศสัมพันธ์อยู่หรืออย่างไรคะถึง
ได้มีคำถามแปลกๆแบบนี้ออกมาจากปากคุณหมอได้?) ซึ่งพอฉันตอบว่า
"คิดว่าเป็นซีตส์ธรรมดานะคะ" คุณหมอก็เถียงฉันว่า...

"แต่หมอว่าไม่ใช่แน่ๆล่ะ" ประมาณว่าความเห็นของหมอนั้นคือ.."มันดูน่า
เป็นห่วงมากเลยนะ"
และแน่นอนค่ะ ฉันตกใจมากทั้งๆที่ฉันเคยใช้ฮอร์โมน
คุมกำเนิดอยู่หลายปี และเข้าใจดีว่าตัวเองเกิดอาการเสียสมดุลจากยาชนิด
นี้ไปบ้างเท่านั้นเอง.. ซึ่งฉันเคยมีเม็ดซีตส์แบบนี้มาก่อนเมื่อนานมาแล้ว

...............................


และที่ฉันรู้ว่ามันเป็นเพียงซีตส์ผิวหนังที่ไม่ร้ายแรงอะไร ก็เพราะฉันเคยมา
พบและให้แพทย์ตรวจไปแล้วตามประสา"คนดูแลตัวเอง"นั่นแหละค่ะ..ซึ่ง
ฉันก็จดจำความเห็นของคุณหมอท่านก่อนๆได้และนำมาใช้กับตอนนี้ด้วย

แต่ที่สำคัญ..ในขณะที่ยังไม่มีโอกาสมาผ่าซีตส์เม็ดนี้ออกนั้น(ซึ่งมันไม่
จำเป็นที่จะต้องผ่าเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่อันตรายเพียงแต่มันจะเป็นที่น่า
รำคาญเท่านั้นเองค่ะ โดยคุณหมอคนก่อนบอกว่า"ว่างๆค่อยมาให้หมอผ่า
ออกให้ก็ได้" ซึ่งจะว่าไป..ซีตส์เม็ดก่อนมันก็ยุบหายไปเองอีกตะหาก ฉัน
เลยไม่ต้องเจ็บตัวค่ะ)
ส่วนซีตส์เม็ดปัจจุบันนี้ ฉันเองก็สังเกตและเฝ้าระวัง
มันอยู่เสมอ ด้วยความรู้ในอินเตอร์เน็ตก็ถูกเปิดค้นและอ่านไปแล้วแทบจะ
หมดทั้งโลกเท่าที่ฉันจะสามารถอ่านออกน่ะ ทั้งหมดนี้คือที่มาของความเห็น
ฉัน เพียงแต่ฉันไม่มีปริญญาแพทย์ศาสตร์มายืนยันภูมิปัญญาตัวเองไง

.............................


ฉะนั้น ฉันจึงตอบคุณหมอไปว่า "คิดว่า" มันเป็นซีตส์ธรรมดาๆ
จนโดนคุณหมอเถียงมาว่า "ไม่จริง มันอันตราย" โดยที่ไม่ถาม
ฉันซักคำว่า "ทำไมคุณคิดอย่างนั้น" ตามระเบียบค่ะ เฮ้อ...


และตบท้าย..คุณหมอขอดูฟันแล้วสั่งให้ฉันไปตรวจฟันกับทันตแพทย์เพื่อ
หาฟันผุด่วนที่สุด (คุณผู้อ่านขา...ฉันเพิ่งไปพบทันตแพทย์ตามกำหนดทุก
หกเดือนมาเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเอง ฉันมีทันตแพทย์ที่คอยดูแลช่องปาก
เป็นประจำมานานอยู่แล้วและตอนนี้ฉันก็ไม่มีฟันผุแม้แต่ซี่เดียว ซึ่งเธอจะ
ถามฉันก่อนก็ยังได้นี ว่าฉันได้ดูแลสุขภาพฟันบ้างหรือเปล่า? ..แล้วถ้าคุณ
หมอดูฟันไม่เป็นจะขอตรวจฟันฉันไปทำไมล่ะเนี่ย)

........................


คุณหมอยังมีการกำชับฉันด้วยว่าให้รีบมาฟังผลตรวจเลือด
ในสัปดาห์หน้า
ก่อนเก้าโมงเช้า เพราะฉัน"ต้อง"ฟังผลเลือดกับคุณหมอเท่านั้น ถ้ามาช้า
กว่านั้นฉันจะต้องฟังผลกับหมอท่านอื่น..ซึ่งเธอไม่แนะนำเอาเลย

ตบท้ายด้วยการตรวจภายในให้ฉันโดยการสอดเครื่องมือเข้าไปก่อน
แล้วถึงค่อยบอกให้ฉันรู้ตัวว่าจะขอตรวจภายในหน่อยนะคะ ซึ่งมันเจ็บ
มากและฉันไม่มีเวลาเตรียมใจรับกับความเจ็บปวดนั้นเลย แถมอีกนิด
ด้วย..คำพูดจากอคติ(ที่ไม่จำเป็น)ของคุณหมอ ว่าฉัน...

"ท้องง่ายมาก นึกจะท้องก็ท้องได้เลยนะ ฉะนั้นหลังจากคลอดเด็ก
คนนี้แล้วต้องคุมกำเนิดเลยนะเข้าใจไหม....

เพราะไม่เช่นนั้น เดี๋ยวจะต้องมาทำแท้งอีก.."



คือ....อะไรก็ได้ไม่ว่ากันหรอกนะคะ

แต่ประโยคสุดท้ายนี้ฉันโกรธและรับไม่ได้จริงๆแล้ว..คุณผู้อ่านขา




มันเรื่องอะไรมาตัดสินฉัน..ว่าฉันกับพ่อเด็ก
มีความสามารถในการเลี้ยงลูกได้แค่คนเดียว

และ(พูดคล้ายกับ)ฉันไม่อยากจะมีลูกคนนี้?

ฉันรักเด็กคนนี้มากมายค่ะ คิดดูว่าฉันจะทั้งโกรธ เสียใจและ
เสียความรู้สึกแค่ไหนที่ได้ยินคนเป็นหมอพูดอะไรแบบนี้....

มันไม่จบหรอกค่ะถ้าคุณหมอคิดแบบนี้ การที่คุณหมอได้ใช้คำถาม
(ในเวลาต่อมา) ว่า.."
(ฉัน)ตั้งใจจะมีลูกคนนี้หรือไม่?"นั้น..คุณจะให้
ฉันตอบว่าอย่างไรล่ะคะ? มันก็ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจนั่นแหละ เพราะ
ฉันกับพ่อเด็กยังไม่เคยมีลูกด้วยกันมาก่อน แม้ฉันเคยท้องเมื่อนาน
มาแล้วแต่เราก็ไม่ทราบว่าสเปิร์มของพ่อเด็ก(คนนี้)จะมีศักยภาพทำ
ให้ฉันตั้งครรภ์ได้หรือไม่ โดยเราก็ไม่ปฏิเสธทีจะมีลูกด้วยกันหรอก
เพราะปัจจุบันเราก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพียงแต่เราไม่ทราบว่าเค้าจะ
มาเมื่อไหร่ ในช่วงเวลาไหน อาจจะปีนี้ หรือปีหน้า อีกห้าปี..หรืออาจ
จะไม่มาเลยก็ได้..

ฉะนั้นมันก็ไม่ใช่ความตั้งใจถึงขนาดตั้งหน้าตั้งตาจะมีลูกกันให้ได้หรอกค่ะ
มีทางเลือกเยอะแยะในการที่จะมีลูก เช่นปล่อยไปตามธรรมชาติอย่างที่ฉัน
เลือกและฉันก็ทำสำเร็จ เพียงแต่ฉันก็ไม่เคยคาดคิดว่าฉันจะท้องในปีนี้
เพราะฉันจะทราบได้อย่างไรล่ะคะ ว่าสเปิร์มจะว่ายไปถึงไข่ของฉันในวันนั้น
ไหม ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่าไม่ตั้งใจหรือเปล่าล่ะคะ แล้วมันจะต้องหมายความ
ว่าฉันเสียใจที่ตั้งท้องเท่านั้นอย่างนั้นหรือเปล่าคะ?(ปั๊ดโธ่
)


ที่ถูกคุณหมอควรจะถามว่า.."(
ฉัน)พร้อมที่จะเลี้ยงดูเด็กคนนี้หรือไม่"มากกว่าค่ะ
เพราะฉันจะสามารถตอบให้คุณหมอสบายใจได้ว่า"ฉันพร้อมทั้งร่างกาย การเงิน
และจิตใจค่ะ" ซึ่งอันที่จริงแล้ว ถ้าลูกยิ่งมาเกิดช้ากว่านี้.. ลูกก็จะยิ่งสบายกว่านี้
เท่านั้นเอง เพราะเรากำลังสร้างฐานะเพื่อเค้าอยู่ทุกวันไปเรื่อยๆ แต่อย่างตอนนี้นั้น
เราก็สามารถเลี้ยงเค้าได้อย่างมั่นใจว่าเค้าจะมีชีวิตที่ดีได้..สุดฝีมือเราแล้วล่ะค่ะ


..............................

 
ซึ่งเราคิดกันว่าอีกหน่อยเราจะมีฐานะที่มั่นคงขึ้นไปตามลำดับของประสบการณ์
ชีวิตและการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนทุกเจนเนอเรชันอยู่แล้ว ดังนั้น..ใน
โอกาสต่อไปยิ่งผ่านไปค่อนปี(9เดือน) ป่านนั้นเราคงรวยกันแล้วเพราะกิจการ
ของฉันและพ่อเด็กก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ด้วยมีเวลาถึง 9เดือนกว่าที่ฉันจะสามารถ
ตั้งท้องได้อีก

ก็ในเมื่อเด็กคนนี้กำลังจะได้เกิดมาให้ฉันอุ้ม.. ได้กอด.. ได้เลี้ยงดูแล้ว
เหตุใด..ในอนาคตคุณหมอถึงได้คิดว่าฉันจะทำลายน้องของเค้าทิ้งเสียล่ะคะ
ฉันเสียใจนะกับคำพูดของคุณหมอครั้งนี้.. ด้วยฉันคิดว่าฉันไม่สมควรที่จะได้
รับการแสดงทัศนคติแบบนี้จากใครค่ะ...


คุณหมอไม่สมควรพูดและไม่มีสิทธิ์พูดด้วยซ้ำ


เห็นเล่าแบบนี้อย่าคิดว่าเรายังโกรธ หรือไม่พอใจคุณหมอนะคะ
เราไม่ถือสาเค้าจริงๆเพราะเราเชื่อว่ามันเป็น"ความงี่เง่าส่วนบุคคล"
ที่คุณหมอเค้าคงไม่ตั้งใจจะมีหรอก อาจไม่รู้ตัวและอย่างน้อยเธอ
ยังมีความตั้งใจจะดูแลฉันอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งฉันเห็นได้จากแววตา
ของเธอนั่นเองค่ะ

ฉะนั้น..เจ๊ากันไป ดีไม่ดีเราพบกันบ่อยๆแบบนี้ เธออาจจะได้ศึกษา
คนไข้อย่างฉันถึงบทเรียนของคนที่มีชีวิตไม่เรียบง่าย..แต่เป็นคนดี
ได้น่ะค่ะ เค้าเป็นหมออ่อนประสบการณ์มาเจอฉันก็ถูกต้องแล้ว..
ฉันจะสอนให้เขารู้จักความหลากหลายของชีวิตคุณแม่อย่างฉัน ที่ลึกๆ
แล้วมีเนื้อในอย่างที่คุณหมอไม่เคยคาดคิด ซึ่งหลังจากนี้ไปคุณหมอ
อาจจะเข้าใจคนไข้ได้มากขึ้นก็เป็นได้ค่ะ ฉะนั้นฉันมองว่านี่เป็นโอกาส
ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกับตำราและเครื่องมือดูแลคนท้อง
แทนการจ่ายค่าเหมาคลอดเกือบสี่หมื่นบาท ดังนั้น..พอไหวค่ะ555



ผลตรวจที่ออกมาเป็นอย่างไร...
ใครอยากรู้ กดอ่านต่อตอนที่ 3 ได้เลยค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry