>อ่านตอนที่ 1

>อ่านตอนที่ 2


หลังจากผลตรวจออกมาแล้ว... ผลงานของ
คุณหมอสาวจากเมื่อ 2 ตอนแรกก็มีดังนี้ค่ะ


ก่อนอื่น..มันมีเหตุให้ฉันไม่สามารถมาพบแพทย์เฉพาะทาง(เพื่อปรึกษา
เรื่องยาแก้แพ้)ในเช้าตรู่ของวันถัดมาได้ เพราะในวันนั้นกว่าที่จะได้ตรวจ
ครรภ์ ฉันต้องเสียเวลานั่งรอพบแพทย์คนแรก(ที่ไม่รับตรวจฉัน)ถึง3ชั่วโมง
เพราะคุณหมอมีผ่าตัดด่วน กว่าจะได้พบและส่งต่อไปยังหมออีกท่านหนึ่ง
ฉันก็หนาวสั่นจนเป็นไข้แล้วค่ะ

.............................


กลับบ้านมาก็เลยมีอาการป่วยและอ่อนเพลียจนกระทั่งเช้าอีกวันหนึ่ง ทำให้
ฉันเดินทางมายังโรงพยาบาลไม่ไหว จึงโทรไปขอเลื่อนนัด ซึ่งก็มีเรื่องที่ผิด
คาดเกิดขึ้นอีก.. โดยที่ฉันนึกว่าอีกสองวันคุณหมอจะเข้าเวร แต่ทว่ามันเป็น
วันจักรีจึงต้องรอคุณหมอเข้าเวรในคราวหน้าอีกถึงสี่วัน ..เท่านั้น ก็ทำให้ฉัน
นอนร้องไห้เสียใจด้วยความกังวลห่วงเจ้าหนูตัวน้อย และรู้สึกผิดอย่างแรงที่
ออกไปโรงพยาบาลในวันนั้นไม่ไหวแล้วค่ะ..

..................................


ส่วนจะใช้วิธีหยุดทานยา(แก้แพ้)ก็ไม่ได้ เพราะอาการแพ้ผื่นลมพิษ
ของฉันเป็นหนักมานานติดต่อกันกว่าสองปีแล้วค่ะ และฉันคงทรมาน
จนตายก่อนที่ลูกจะลอดถ้าฉันไม่ได้รับการบรรเทาอาการ ทั้งนี้ฉันมี
ศึกษาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาแล้วพบว่า ชนิดและโดสยาที่ฉันลดลง
มา เหลือกินแค่พอจะบรรเทาอาการและใช้ชีวิตได้ตามปกติ..โดยที่
ไม่รู้สึกว่าฤทธิ์ยาจะรุนแรงมากนัก..นั้น มันไม่เป็นอันตรายต่อเด็กใน
ท้องค่ะ ฉันถึงได้อยู่มาสองเดือนโดยที่ทานยาอย่างสบายใจ..กระทั่ง
มาได้ยินคุณหมอสูติฯพูดออกจากปาก ว่ายาเป็นอันตรายและฉันกิน
ไม่ได้แน่นอนนั้น มันก็ศักดิ์สิทธิ์มากพอที่จะลืมสัญชาตญาณความ
เป็นแม่ป่วยของฉันและข้อมูลในอินเตอร์เน็ตใดๆในโลก ฉันเชื่อหมอ
ค่ะและกังวลใจเจียนตายไป 4 วันเต็มๆ


.............................


ซึ่งต่อมาเมื่อถึงวันพบแพทย์เฉพาะทาง(เรื่องลมพิษ)ที่ฉันเคยรักษา
กับคุณหมอท่านนี้มานาน ไปถึงคุณหมอก็สั่งยาแบบเดิมเพิ่มให้และให้
ฉันกินตามแบบที่ฉันได้ศึกษาจากอินเตอร์เน็ตและใช้กินอยู่นั่นแหละ


โดยที่ฉันก็งงๆและถามว่า "คุณหมอทราบว่าหนูตั้งครรภ์แล้วใช่ไหม?"
คุณหมอก็บอก(ประมาณ)ว่า "ก็เออน่ะสิเธอยังมียากลางคืน(ที่ว่าแรงๆ
และฉันหยุดกินไปแล้ว)เหลืออยู่หรือเปล่า? ถ้ามีฉันจะได้ไม่สั่ง... แต่
ถ้าคันเธอต้องกินยาตัวนั้นด้วยนะ"
โดยที่คุณหมอไม่แสดงอาการลังเล
เลยว่าฉันจะสามารถทานยาได้หรือไม่ และพอฉันถามว่ามันไม่เป็นไร
หรือคะ คุณหมอก็บอกกับฉันเพียงว่า โอ๊ย..เธอกินวันละเม็ดเอง
แค่นี้
ไม่เป็นร๊อกก
(คุณหมอหัวเราะร่วนเลย อาจเพราะค่อนข้างสนิทกับฉันค่ะ
เกิดจากการมาพบคุณหมอตลอดเกือบสองปีจำกันได้สนิทใจเชียวค่ะ)

..............................


แถมยังบอกอีกด้วยว่า ถ้างดยาไปแม่จะตายซะก่อนที่ลูกจะเกิดกันพอดี
อะดิ..
(อืมม์..พูดเหมือนฉันไม่มีผิดเลยค่ะคุณผู้อ่าน) ตบท้ายด้วยว่า"จะ
กินอะไรช่วงนี้ ก็ระวังๆหน่อยเน้อ"
ด้วยรอยยิ้มใจดีมากๆเลยค่ะ ฉันรักคุณ
หมอท่านนี้จัง และใช่ค่ะท่านเป็นคุณหมอที่มีอายุแล้ว..มั่นใจซะไม่มี
)



สรุปว่าฉันกังวลไปฟรีๆถึงสี่วัน ฉันเสียใจนะที่ลูกต้องได้รับผลกระทบของ
ความกังวลในครั้งนี้ และฉันโทษเธอ(คุณหมอสูติฯของฉัน)อย่างเสียไม่ได้
ค่ะ เพราะทั้งๆที่องค์ความรู้ของฉันจากการศึกษาและดูแลตัวเองมาตลอด
ชีวิต พร้อมสัญชาตญาณการถามร่างกายตัวเอง บวกกับข้อมูลจากพ่อเด็ก
ที่เขาคล้ายกับเป็นฐานข้อมูลเคลื่อนที่ เราสองคนมีความรู้ไม่น้อย และเรา
เข้าใจถูกต้องแล้วด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาฟังความเห็นจากคุณหมอมือใหม่
ที่เปิดตำราเถียงลูกเดียว และสงสัยทุกอย่างจนพลอยทำให้คนท้องอย่าง
ฉันกังวลใจปด้วยค่ะ คิดแล้วก็นะ.........



................................


ต่อมาเป็นเรื่องซีตส์ที่ผลัดการพบแพทย์มาเกือบปีก่อนตั้งครรภ์แล้วค่ะ
เนื่องจากคุณหมอเข้าเวรทุกวันจันทร์-ศุกร์ตอนเช้า และบ้านฉันอยู่ไกล
มากๆ ต้องขับรถเข้าเมืองตอนแปดโมงเช้าซึ่งมันนรกมาก แต่ก่อนนี้บ้าน
เกิดฉันอยู่ใกล้โรงพยาบาลก็เลยติดพันมารักษาและฝากชีวิตไว้ที่นี่อยู่
และนี่เป็นอุปสรรคเล็กๆที่ฉันมักหลีกเลี่ยงการมาโรงพยาบาลตอนเช้าถ้า
ไม่จำเป็นค่ะ


..ในสัปดาห์นั้นฉันจึงได้หยุดพักไปเพียงวันเดียวคือวันพุธ หลังจากที่ต้อง
มาพบแพทย์ลมพิษในวันอังคาร ต่อมาวันพฤหัสก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาพบ
คุณหมอสูติตามนัดช่วงเช้า และพบหมอศัลย์เพื่อตรวจซีตส์ ก็ถือว่า..เดิน
ทางครั้งเดียวได้พบหมอทั้งสองท่านก็ยังดีค่ะ คุ้มค่าที่ต้องเครียด
กับรถติด
เป็นชั่วโมงๆหน่อย

...............................


ซึ่งสองวันที่ไปโรงพยาบาลก็เป็นสัปดาห์เจ้ากรรมก่อนหยุดยาวสงกรานต์...
จะบอกว่ามันเป็นการจราจรที่ติดขัดระดับมหาวินาศสันตะโรเลยก็ไม่ผิดนัก
ฉันกล้าพูดว่าประสบการณ์ขับรถ 10 กว่าปีของฉันไม่เคยเจอรถติดและคร่ำ
เครียดเท่าสองวันนี้มาก่อนเลยค่ะ พอเครียดมากๆก็นึกถึงลูกขึ้นมาได้ แค่
นี้ก็นึกเสียใจซ้ำอีกที่เครียดโดยที่ลูกอยู่ในท้อง ฉันสงสารลูกมากที่ต้องมา
รับความรู้สึกแย่ๆจากฉัน


..อยากจะร้องไห้อยู่กลางถนนซึ่งฉันทั้งเครียด ทั้งเสียใจและอยากร้องไห้
วนเวียนอยู่อย่างนั้นร่วมชั่วโมงบนนถนนเดิม.. แยกเดิม.. โดยที่รถไม่ขยับ
ไปไหนเลย หนำซ้ำวันแรกรถติดจนน้ำมันเกลี้ยงถังอีกตะหาก ไฟแดงติด
ขึ้นมาแล้ว.. ฉันขับไปปั๊มที่ใกล้ที่สุดไม่ทันเพราะปั๊มอยู่ทางซ้ายแต่ฉันอยู่
เลนขวาซึ่งแยกหน้าเป็นโรงพยาบาล...

ทั้งเครียด ทั้งเสียใจ ทั้งลุ้นว่ามันจะไปถึงที่หมายไหม? ส่วนพ่อเด็กขับรถ
ไม่เป็นค่ะ เหตุนี้ไงที่ฉันไม่แต่งงานด้วย.. ผู้ชายอะไรกันเทคแคร์เราไม่ได้
ฉันต้องแบกลูก ขับรถเอง ไม่ก็ขึ้นรถเมล์ซึ่งมันคงเหนื่อยกว่านี้อีกน่ะค่ะ


..............................


คุณผู้อ่านจะเห็นได้นะว่า การวินิจฉัยของคุณหมอมือใหม่ ส่งผลกระทบต่อ
ชีวิตและลูกน้อยในครรภ์ฉันมากกว่าที่ใครจะจินตนาการถึงเชียวค่ะ เพราะ
พอไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ผลเลือดที่คุณหมอย้ำนักย้ำหนาว่าฉันต้องมาฟัง
ก่อนเก้าโมงเช้า(ทั้งๆที่ใบนัดบอกเวลาว่า 9.00 - 11.30น.)...

อะฉันก็รีบมาเพราะนึกว่าจะมีเรื่องด่วน ปรากฏว่าทุกอย่างก็เป็นปกติ หมอ
คุยกับฉันไม่กี่คำก็เสร็จแล้วกลับได้ กรุ๊ปเลือดของตัวเองก็ทราบนานแล้ว
ซิฟิลิส, HIV., ฉันก็ทราบดีว่าตัวเองไม่มี ผลก็ออกมาตามนั้นแหละค่ะ
  ก็
เลยมานั่งทบทวนดูว่า..ที่คุณหมอกำชับว่าให้มาเร็วๆและต้องฟังผลกับเธอ
ให้ได้นั้น เป็นเพราะเธอคาดว่าจะได้พบแต่เชื้อโรคร้ายแรงในเลือดฉันหรือ
ไงนะ การทำแท้งมันเลวร้ายขนาดหมายถึงว่าฉันต้องมีพฤติกรรมที่เสี่ยง
ต่อการติืดเอดส์ด้วยหรือไง?

ที่ฉันคิดงั้นก็เพราะดูคุณหมอเหมือนกับจะอึ้งๆไป และไม่มีอะไรจะพูดเอาเลย
ผิดกับวันแรกที่พบกันและพูดกับฉันแย่ๆราวฟ้ากับเหวน่ะค่ะ
อย่างไรก็ดี...คุณ
หมอยังบอกว่าเลือดฉันซีดไปนิดนึงค่ะ เม็ดเลือดแดงเล็กมาก ยังไงๆก็ต้องขอ
ตรวจเลือดอีกครั้งเพราะฉันอาจจะเป็นโรค"ธาลัสซีเมีย" และ
จะขอตรวจเลือด
พ่อเด็กด้วย เพราะจะได้วินิจฉัยว่าเราจะส่งผลอย่างไรต่อลูกหรือไม่น่ะค่ะ

..............................


เอ่อ...คุณผู้อ่านคะ มาถึงตอนนี้แล้วฉันไม่รู้ว่าจะกังวลต่อไปว่าตัวเองจะเป็น
ธาลัสซีเมียดีหรือเปล่าแล้วล่ะ55 ก็กลับมาเช็คข้อมูลดูมันไม่ใช่เชื้อโรคอะไร
แต่เป็นเรื่องของยีนส์ซึ่งน่าจะพบมากในวิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่
ในรุ่นพ่อแม่เรายังตรวจไม่เจอน่ะค่ะ..
เอาน่ะในเมื่อฉันตอนเกิดมาได้สามโลเจ็ด
โตขึ้นมาแข็งแรงดี ถ้าฉันจะมียีนส์ธาลัสซีเมียจากแม่ ฉันก็คิดว่าเราชิวๆล่ะค่ะ
เพราะถ้าเรายึดความรู้ใหม่ๆมากังวลกับสิ่งที่เราก็สามารถอยู่รอดมาได้แล้วล่ะก็
อย่างนั้นอย่าสืบพันธุ์มันเลยดีกว่าค่ะ
เพราะอะไรๆก็กินไม่ได้ ต้องให้มาตัดแต่ง
ยีนส์ก่อนมีลูก..ไร้สาระค่ะ



กลับมาที่เรื่องซีตส์
มาถึง..คุณหมอที่ตรวจซีตส์ก็บอกให้ถอดเสื้อแล้วนอนที่เตียงตรวจค่ะ(เปลืองตัว
อีกแล้วฉัน -_-") คุณหมอก็คลำหาก้อนซีท เจ็บเหมือนกันนะคะ เพราะตั้งครรภ์
เนี่ยเต้านมจะตึงและคัดมาก โดนคลำซีทเข้าไปฉันหลับตาปี๋เลยทั้งๆที่ตอนเจาะ
เลือดก็มองเข็มแทงทะลุแขน จิ้มเข้าไปในเส้นเลือดได้ไม่เห็นจะสยองตรงไหน

.......................................


สักพักคุณหมอก็ถามว่า"ที่ว่ามีซีตส์นี่มันตรงไหนครับ?" ฉันก็ชี้ที่ก้อนซีตส์ที่ผิวให้ดู
น่ะค่ะ ยังไม่ทันสงสัยเลยว่าทำไมคุณหมอไม่เห็นวะ.. คุณหมอก็บอกว่า "โอย..นี่
มันเป็นซีตส์ที่ผิวหนัง มันไม่เป็นอันตรายอะไรหรอก ไว้คลอดลูกแล้วค่อยมาว่ากัน
เฮ้อ..หมอก็นึกว่าคุณมีก้อนซีตส์ในเต้านมซะอีก"
ว่าแล้วคุณหมอก็ส่ายหัวกลับหลัง
หันเดินออกไปเซ็งไปเลยค่ะ55555


ตกลงว่า..ฉันกังวลกับเรื่องไม่น่าจะกังวลอีกแล้วเหรอเนี่ย แถมทำคุณหมอ
เค้าเสียเวลาไปหลายท่านเลยค่ะ เพราะคนไข้ในวันนั้นรออยู่เยอะและนาน
มาก ฉันรู้ด้วยว่าคุณหมออยู่เลยเวลาออกเวรมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ด้วย
เป็นหมอเฉพาะทาง(หมอศัลย์ฯ)และมีคนป่วยถูกส่งมาพบคุณหมอเยอะมาก
คุณหมอก็เลยต้องรอ...

...............................




วันนั้นฉันอยู่โรงพยาบาลถึงเที่ยงยันบ่าย และทานข้าวเที่ยงที่โรงพยาบาลเลย
ขากลับยังต้องแวะโรงพักและสำนักงานเขตว่าด้วยเรื่องเพื่อนบ้านเผาขยะอีก ถึง
ได้บอกไงว่าเจ้าหนูคนนี้มันต้องผจญชีวิตร่วมกับแม่หรือยังไงนะ
เล่นเอาฉันเดี้ยง
ไปอีกสองวันคือ..ศุกร์และเสาร์(วันที่เขียนอยู่นี้ค่ะ) คือฉันเหนื่อยจนหลับทั้งวัน
ไม่ยอมตื่น จนนึกว่าตัวเองจะไม่รอดซะแล้ว

ตั้งแต่ท้องมาก็เพลียมากเป็นทุนอยู่แล้วค่ะ แต่การไปพบแพทย์สัปดาห์นรกที่ผ่าน
มานี้ มันเหนื่อยมากกว่าที่ภาวะปกติจะทำไหวเสียสองสามเท่าด้วยซ้ำไปค่ะ
สงสาร
ลูกมาก โดยสรุปว่าสันนิษฐานของคุณหมอสาวเกี่ยวกับยาแก้แพ้ก็ไม่ได้มีอันตราย
อย่างที่คุณหมอบอกเลย เรื่องซีตส์ที่เถียงกับฉัน ฉันก็เป็นฝ่ายถูก.. ยังดีที่ฉันตรวจ
ฟันเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่งั้นคงต้องรีบไปหาหมอฟันอีกรายให้วุ่น.. ตรวจเลือดบอก
ให้รีบมา พอมาถึงก็ไม่มีอะไรจะพูด ซึ่งในวันที่โพสต์อยู่นี้.. ผลตรวจ"ธาลัสซีเมีย"
ที่เจาะเลือดฉันไปรอบสองก็ออกมาเป็นลบ(ฉันไม่ได้ป่วยเป็นธาลัสซีเมียค่ะ)
โดย
ที่พาพ่อเด็กมาเพื่อที่จะเก็บตัวอย่างเลือด พอฉันไม่ป่วยเลยไม่ต้องเจาะตรวจเลือด
คุณพ่อแล้ว ทุกอย่างนี่ เสียเวลา-น้ำมัน ความรู้สึก แรงและพลังกายใจไปฟรีๆ แต่
ที่เสียใจที่สุดก็คือ ลูกต้องมาเหนื่อยไปกับเรา(ไปฟรีๆ)ด้วย.. สงสารลูกที่สุดเลย

....................................

ตกลงว่าฉันสมบูรณ์แข็งแรง เป็นปกติและสบายดีมาตลอด แต่สัปดาห์นั้น
กลับคิดว่าตัวเองป่วยหนักและคิดว่าลูกอาจเป็นอะไรไปแล้ว 5555

ก็ไม่รู้ว่าคุณหมอจะทราบบ้างไหมเนี่ย..ว่าคุณส่งคุณแม่คนหนึ่งไปทรมาน
ทรกรรมขนาดไหน เพียงเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
ของคุณหมอเอง ไม่รู้
ว่ามันคุ้มค่ากับความรู้สึกที่เสียไปบ้างไหมคะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry