ความทรมานของแม่

posted on 17 Aug 2008 12:28 by lucyandtumnus  in all-entries-here


 .... วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม 2008    
  กว่าจะเป็นแม่คนได้นี่ มันลำบากจริงหนอ

เทศกาล"วันแม่"เพิ่งจะผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง แต่วันสองวันที่ผ่านไปนี้
เราเริ่มตระหนักและเข้าใจแล้ว.. ที่เค้าว่ากันว่า"แม่"ต้องเสียสละเพื่อเราขนาดไหนนี่..
มันขนาดไหน ฮ่าๆๆๆ


ขณะนี้เราอยู่ในไตรมาสที่ 3 ของการอุ้มท้องน้องจู๊ดแล้วค่ะ เพิ่งผ่านเดือนที่เจ็ด
เข้าสู่ 2 เดือนสุดท้ายไปหมาดๆ เริ่มนับถอยหลังอีกเพียง 10 สัปดาห์ก็จะถึงกำหนด
คลอดแล้ว โดยจะกล่าวถึงการค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ว่ายังเป็นสิ่งที่เราทำ
อย่างต่อเนื่องทุกเมื่อที่มีโอกาส(และเรี่ยวแรง) และมันเป็นที่รู้กันในบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง
(ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ๆทั้งหลาย หรือนักวิชาการ แพทย์ ผู้รู้ ฯลฯ) ว่าอาการต่างๆของผู้หญิง
ตั้งครรภ์ในไตรมาสสุดท้ายนี้มันแสนจะนรกสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ขนาดเราเคยมั่นใจ
ว่าตัวเองแข็งแรงอดทนอย่างกับวัวแล้วนะ เจอไตรมาสปราบเซียนนี้เข้าไปเล่นเอา
เสียความมั่นใจไปเลยเหมือนกันค่ะ


30weeks
...............ประมาณการน้องจู๊ด 30 วีค(ส์) ว่าตัวใหญ่เท่านี้แล้วล่ะค่ะ


เราไม่ผ่านไตรมาสนี้เอาเสียเลยในความรู้สึก.. แทบจะยอมแพ้
แล้วนอนร้องไห้อยู่กับบ้านเฉยๆจนกว่าจะคลอดกันเลย ...แต่จะว่าไป นอนเฉยๆ
ก็ยังทุกข์ทรมานอยู่ดี เพราะมันปวดเนื้อเมื่อยตัวไปหมด ขอฟูกนุ่มๆมาปู
ก่อนล้มลงศิโรราบบนพื้นบ้านได้ไหม? ร้อนก็ไม่ได้ เปิดแอร์ก็ไม่ดีเพราะทำให้
ผิวแห้งและคันอีก หายใจก็ติดๆขัดๆ.. ไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไงแล้วล่ะค่ะเนี่ย เฮ๊ออ.....


อาการสามัญของผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่..(ที่เราเป็น) มีดังนี้ค่ะ


- หายใจไม่ออก  เนื่องจากน้องตัวใหญ่มากแล้ว..มดลูกจึงขยายตัวไปเบียดกับกระบังลม
น่ะค่ะ เรื่องนี้เราเป็นมาตั้งแต่ไตสมาสที่ 2 แล้วค่ะ เลยต้องงดกิจกรรมออกแรง เคยเดินเที่ยว
ตะลอนๆที่ไหนต่อไหนก็ต้องลด ละ เลิก.. (แล้วแม่จะออกกำลังได้ยังไงล่ะเนี่ย ขี้เกียจมากๆ
..เดี๋ยวไม่มีแรงคลอดหนูเราคงลำบากแย่เลยน๊า..) บางวันอากาศไม่ได้ร้อนเลย แต่ก็ยังต้อง
เปิดแอร์ อาจเพราะเจอความชื้นทำให้หายใจไม่ออก การเปิดแอร์จึงช่วยให้อากาศแห้ง
และหายใจได้โล่งขึ้นค่ะ

- เหงือกอักเสบ รายการนี้ช็อคเราที่สุดเลย ขนาดตอนไปตรวจฟันตามลิสต์ในแพคเกจ
ฝากครรภ์นั้น.. เรายังคิดอยู่เลยว่าขี้เกียจไปจัง แต่คงใช้เวลาไม่กี่นาทีมั๊งเลยแวะไปซะหน่อย
เพราะเราเองมีพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันเป็นประจำทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้ว ล่าสุดก็เพิ่งไป
ตอนท้องได้ 3 เดือน ...ไม่คิดเลยว่าพอมาถึงเดือนที่ 5 คุณหมอพบเหงือกอักเสบแล้ว
และมีฟันต้องสงสัยว่าจะผุด้วย 1 ซี่... ซึ่งต้องรอให้คลอดน้องก่อนถึงจะเอ็กซเรย์ดูได้

กรี๊ดดด..ค่ะ แต่ไหนแต่ไรฟันไม่เคยมีปัญหา ไปหาหมอฟันก็มีแต่ได้รับคำชมว่าฟันสวย
และแข็งแรงมาตลอด ..เสียเงินแต่ค่าขูดหินปูนแค่นั้นเอง แต่ล่าสุด คุณหมอออกอาการ
เป็นห่วง.. ผ่านไปสองเดือนมีหินปูนอีกแล้ว(เราก็รู้สึกค่ะ..ตอนแรกนึกว่าหมอฟันคนก่อน
ขูดไม่หมดซะอีก) โดนขูดไปอีกทีชุดใหญ่ แถมคุณหมอดึงไหมขัดฟันมา 1 ฟุต สาธิต
การฟลอสฟันเราทุกซอกหมดทั้งปากให้ดูยกใหญ่ ว่าทำอย่างนี้นะหนู.. พยายามทำ
ให้ได้ทุกวัน.. (เจ็บมากๆอีกตะหากค่ะ เดินเลือดกลบปากไปกินข้าวเที่ยงกันเลยวันนั้น
เห็นเลือดเยอะขนาดนี้แล้วเข่าอ่อน ว่านี่..ชั้นป่วยเหรอ ไม่จิ๊งไม่จริง รับไม่ได้ค่ะ เหอเหอ)

โดยทุกวันนี้ก็พยายามฟลอสทุกวัน บางวันก็ทำไม่ไหว วันไหนทิ้งช่วงไป กลับมาฟลอส
ก็พบมีเลือดออกเป็นลิ่มๆเลย เสียกำลังใจจนแทบจะท้อแท้ไปหลายตลบแล้ว


.....................................

*ทำไมคนท้องต้องเป็นโรคในช่องปาก?
: เพราะหลายสาเหตุเลยค่ะ ตั้งแต่...
- ฮอร์โมนทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เลยมีเลือดคั่งอยู่ในเหงือกทำให้เหงือกบวม
มีลักษณะเป็นคลื่น..ไม่ตึงหรือเฟิร์มเหมือนเก่า เลยมีซอกมุมเป็นที่สะสมของแบคทีเรียได้
ง่ายและเพิ่มจำนวนได้ไวมาก ทำให้ฟันผุง่าย
- ต่อมาคือ..อาการแพ้ท้องที่คุณแม่อาจอาเจียนทำให้มีน้ำย่อยย้อนกลับมาทำลายผิวฟัน
- เช่นเดียวกับการทานอาหารรสเปรี้ยวบรรเทาอาการคลื่นไส้ ก็ทำลายเคลือบฟันเช่นกัน
- แถมคนท้องยังทานอาหารในปริมาณปกติไม่ไหว ต้องแบ่งเป็นมื้อเล็กๆย่อยๆ หลายๆมื้อ
ถึงจะกระเดือกลง ก็..กินทั้งวันฟันมันจะไปเหลืออะไรล่ะคะ จะให้ไล่ตามแปรงฟันหลังอาหาร
ไปเสียทุกมื้อ..เหงือกก็พังอยู่ดีค่ะ ฮือๆๆๆ



- ริดสีดวง.. พระเจ้าจอร์ช รู้สึกขายหน้ากับคำๆนี้จัง เพราะปกติกรรมพันธุ์เราต้องมีอาการนี้
มาจากทั้งพ่อและแม่อยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้เราหันมาสนใจ
การรับประทานอาหารและดูแลสุขภาพจนเป็นบุคลิกของเรามาตั้งแต่อายุ 14-15 แล้วค่ะ
เราเลยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำบ้าน ชำนาญเรื่องการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

แต่พอมาเจออาการตั้งครรภ์ไตรมาส 3 นี่.. ต้องตั้งต้นกันใหม่ทั้งหมดเชียวค่ะ
เพราะมันเป็นริดสีดวงประเภทที่เป็นภายใน.. อาการคือถ่ายเป็นเลือดสด ทั้งๆที่ท้องก็ไม่ผูก
ถ่ายสะดวกดีไม่มีปัญหา(ก็พิถีพิถันเลือกอาหารทานอยู่เหมือนเคยเนี่ย..มันจะผูกได้ยังไงเล่า)
พอถ่ายมีเลือดก็ตกใจมาก รีบเปิดคอมค้นใหญ่เลย.. ปรากฏว่าริดสีดวงประเภทนี้เกิดจาก
มดลูกเจ้าเก่าตัวดีขยายใหญ่ตามเคย.. นอกจากเบียดกระบังลมด้านบนแล้ว.. ยังลงมาเบียด
กระเพาะและลำไส้ด้านล่างอีกด้วย ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกโดยเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่
..ที่เลือดไหลย้อนกลับไม่ได้เลยตุงอยู่แถวๆ"ริดสีดวง" (คือ..เราก็เพิ่งรู้ว่า ริดสีดวงเป็นคำ
ที่ใช้เรียกส่วนหนึ่งของอวัยวะ และไม่ได้หมายถึงอาการป่วยน่ะค่ะ)
พอถึงเวลาขับถ่าย
นึกภาพกากอาหารที่เคลื่อนไปขูดกับเนื้อบางๆที่ตุงไปด้วยเลือดคั่งอย่างนั้น.. ผลก็คือแตกรั่ว
เลือดไหลออกมาน่ะสิคะ ฮือๆ...สงสารตัวเองจริงๆเลย

- ปวดตัว.. ก็แบกรับน้ำหนักเพิ่มมา 9 กิโลรวดภายใน 4 เดือนนี่คะ(ถือว่าคุมได้
อยู่ในเกณฑ์ปกตินะเนี่ย..ภูมิใจได้เรื่องนึงโว้ยฮ่าๆๆ) ก็..เกือบสิบโลที่อยู่ๆก็ต้องหิ้วไว้ในระยะ
ที่..ปรับตัวให้ตายยังไงก็ไม่ทันจะชินกับมัน ทั้งหน้าอก หน้าท้อง สะโพก พากันเดินพาเหรด
ขยายออกมากันให้พรึบ หนักก็แสนจะหนัก.. ใหญ่ก็แสนจะใหญ่ บางครั้งต้องบอกให้แฟน
ช่วยประคองให้หน่อย พอมีคนช่วยยกหน้าอก ยกท้องขึ้น เราก็ตัวเบาหายใจโล่งเลยค่ะ555

.....................................

ซึ่งเราแบกมันตลอดเวลามาตั้งแต่เดือน4-5แล้ว ยังดีที่เราตัวสูงขายาว คนอื่นมองดูแล้ว
ก็บอกว่ายังดูสมส่วนนะ ดูเหมือนเราจะ"เอาอยู่"มากกว่าคุณแม่ร่างเล็กๆคนอื่นๆ
พวกเขาเลยไม่ค่อยเป็นห่วงเราเท่าไหร่เพราะคิดว่าเราคงไม่ทรมานมาก โธ่..ที่ไหนได้
พอท้องขยายไตรมาสนี้ +กับการหายใจติดขัด ของเหลวในร่างกายไหลเวียนไม่สะดวกแล้ว
ทานข้าวอิ่มๆมานี่ต้องนอนพักด้วยความอึดอัด(แค่ดื่มน้ำ 2 อึกก็หายใจไม่ออกแล้วค่ะ)
แล้วต้องรอให้ปวดปัสสาวะ ถึึงได้ลุกไปเข้าห้องน้ำซ้ำๆอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาประมาณ
1 ชั่วโมงทุกครั้งหลังอาหาร ซึ่งก็ลุกไปอย่างยากลำบาก เข้าห้องน้ำแต่ละทีก็ถ่ายได้นิดเดียว
รอก๊อกสอง..ก๊อกสาม..ยังไงก็ยังไม่พ้นต้องเข้าบ่อยๆ

เจองี้เข้าไปก็ไม่ไหวเหมือนกันนะคะ นอนทับส่วนไหนแตะพื้นก็จะเจ็บทันทีเลย แรงจะ
ประคองตัวนั่งก็ไม่ค่อยมี หามุมจะนั่งให้สบายก็หาไม่เจอ คงเพราะตัวหนักมากแถมยังบวมน้ำ
หายใจไม่สะดวก..เลยส่งอ็อกซิเจนไปช่วยกล้ามเนื้อไม่ทันการ.. ตายค่ะ ตายคาที่ จะลุก จะนั่ง
จะขยับก้นล้วนแล้วแต่ต้องใช้ใจล้วนๆ กำลังใจเป็นสิ่งเดียวที่เหลือที่จะช่วยให้เราออกแรงขยับ
ร่างกายแล้วค่ะ ไม่งั้น..ไม่กล้าลุกเลย เพราะมันเจ็บมาก เจ็บจริงๆแทบทนไม่ไหวค่ะ

.....................................

- ปวดปัสสาวะกลางดึก.. เรายังดีที่มีประวัตินอนเก่ง จะมีเรื่องอะไรกวนใจก็ตาม
เราก็จะมีเทคนิคการปล่อยวางให้ตัวเองนอนหลับได้ แม้ระยะหลังๆเริ่มจะไขว้เขวไปบ้าง
แต่ก็คิดว่ายังไหวค่ะ อีกสองเดือนเท่านั้นลูกจ๋า..แม่จะเป็นไท(ในนรกขุมนี้)แล้ว และคาดว่า
คงต้องลงนรกขุมถัดไปอยู่ดี555 ก็..ตื่นกลางดึก ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อยๆค่ะ คืนนึง
2-3รอบนี่แหละ แต่ความทรมานอยู่ตรงที่พอเสร็จธุระแล้วกลับมานอน.. หัวถึงหมอนปุ๊บ
ก็ปวดฉี่อีกแล้ว เฮ้อ......... ขนาดรอปล่อยไปหลายก๊อกแล้ว นั่งรอจนหลับคาส้วมแล้ว
ยังไงมันก็ไม่หมดค่ะ กว่าอาการจะเพลาๆลงก็ฟ้าสาง ดีนะที่ไม่ต้องตื่นไปตอกบัตรทำงาน
ไม่งั้นคงมีอาการตาโหลไปเต็มๆไตรมาส


...................................

- อาการสุดท้ายที่ทำลายกำลังใจที่สุดคือ ผิวแตกค่ะ ไม่ได้ห่วงสวยมากกว่าลูกหรอกนะคะ
ผิวพุงเราน่ะไม่ห่วงหรอก ให้ลูกน้อยปลอดภัยก็พอแล้ว เพียงแต่มันคันนี่สิคะ ..อยากจะบอก
ว่าครีมอะไรก็ตามเอาไม่อยู่เลย ถ้าคุณแม่เป็นคนที่มีแนวโน้มว่าผิวจะแตกแล้วล่ะก็
ยังไงมันก็แตกค่ะ กล่าวคือเรื่องผิวแตกลายมันขึ้นอยู่กับลักษณะผิวของแต่ละคนโดยเฉพาะ
เราจำได้ว่าตอนเด็กๆเคยเห็นแม่อุ้มท้องน้องสาวแล้วผิวแตก เราเลยระวังเรื่องนี้มากและทาครีม
ทุกวันตั้งแต่ตอนตั้งท้องอ่อนๆแล้ว แต่อยู่มาวันหนึ่งมันก็แตกเฉยเลย

ก็ไม่รู้จะทำไงแล้วล่ะค่ะ หลงโทษครีมยี่ห้อไอนิวตั้งนานว่ามันไม่ได้ผล เพราะพอเราเปลี่ยน
มาใช้นีเวียตลับน้ำเงิน(เป็นครีมคู่ใจเลย) ก็รู้สึกผิวดีขึ้นนะคะ(หน้าอกไม่แดงช้ำเหมือนเคย)
เลยทานีเวียตั้งแต่นั้นมา แต่ก็สักพักเดียวปรากฏว่าแพ้ แพ้ความชื้นและความฉ่ำของมัน
เลยขึ้นเป็นตุ่มแดงๆและคันมาก ตอนนี้ยังจนปัญญาอยู่ค่ะว่าจะจัดการอย่างไร สรุป..แห้ง
ก็คัน ชุ่มก็คัน ผิวต้องเสียและเป็นรอยทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่ดี ซึ่งทุกคืนก็ต้องตื่นขึ้นมาเกา
เพราะคัน.. เลยทำให้เพิ่มปัจจัยรบกวนการนอนพักผ่อนของเราขึ้นมาอีก 1 อย่าง..

...................................

ลำบากลำบนจริงๆเลยค่ะ เกิดเป็นมนุษย์เนี่ย.. กว่าจะมีสุขได้ก็ต้องทนทุกข์เสมอเลย
แต่ทั้งหมดนี่..เรามีกำลังใจจากการเตะเบาๆเพียงครั้งเดียวจากลูกน้อยในท้อง แค่นี้
เราก็ยิ้มแล้วค่ะ อีกกำลังใจคงมาจากพ่อเด็ก.. ที่หันมามองตาปริบๆด้วยความเห็นใจเวลา
ได้ยินเสียงโอดโอยของเรา บีบนวดเราก่อนนอนทุกคืนและบอกว่ารักเรากับลูกแค่ไหน
(+ทำงานบ้านแทนเราบ่อยๆหน่อยก็จะดีที่สุดเลยค่ะ55
) กับอีกหลายๆคำทักทาย
จากเพื่อนๆในบล็อกนี้ที่บอกว่ายังคิดถึงกัน เลยมีกำลังใจมาอัพบล็อกนี่แหละค่ะ
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ


*ได้อ่านเจอด้วยว่า..ที่คุณแม่ต้องมีอาการทั้งหมด(และอื่นๆ)นี้ ก็เป็นเพราะกลไกธรรมชาติ
ต้องการจะเอื้อให้ลูกน้อยมีชีวิตอยู่รอดได้โดยมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงน่ะค่ะ เช่น
เราสูญเสียแคลเซียมไปกับการสร้างร่างกายของเค้าให้สมบูรณ์ ..งานวิจัยก็พบความสัมพันธ์
กันของอาการนรกเหล่านี้ก็เพื่อลูกอยู่หลายๆอย่าง


เออเนอะ..ใช้ร่างของแม่เติบโตจนแข็งแรงพอแล้ว ยังออกมาใช้ร่างกายแม่เป็นที่ผลิตอาหารอีก
จริงๆแล้วมันสวยงามนะคะแต่มองในแง่ของความโหดร้าย มันก็โหดอยู่เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้
ก็รักลูกมากมายค่ะ ยอมทุกอย่างอยากให้เค้าเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้
เพียงเท่านี้ แม่ทนได้จ๊ะหนู รอวันที่จะได้กอดหนูก็มีกำลังใจมากโขแล้ว

..แม่รักหนูที่สุดในโลกเลย